สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 2

สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 2

นับได้ว่าตั้งแต่ปี พศ. 2526 ก็เริ่มเรียนอย่างจริงจังเรียกว่าไปบ้านครูทองท่านเกือบทุกวัน หลังจากสอนดาบที่ชมรมที่รามแล้วประมาณ 4 โมงก็ต้องไปบ้านครูและก็อยู่จนดึกดื่น ซ้อมขยันลืมเวลาจนบางทีรถประจำทางหรือสองแถว รถเมล์หมดเวลาวิ่ง ก็ต้องอาศัยไหว้วานครูท่านฝากท่ารถเมล์ประจำสายนั้นๆ ขากลับที่จะต้องส่งรถตีเปล่ากลับมาที่บ้านเสมอๆ บางทีดึกมากก็ต้องนอนกันที่บ้านครูเลย

อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ครูทองท่านได้สนิทสนม ด้วยเป็นลักษณะของลูกศิษย์ที่เอาจริงเอาจัง ขยันและช่วยเหลืองานเล็กงานน้อยที่บ้านของครูท่านเสมอๆ จนเหมือนเป็นคนในครอบครัวท่านก็ว่าได้เพราะทั้งกินข้าวบ้านครู นอนบ้านครูท่านอยู่เสมอๆ และที่บ้านของครูทองท่านเองภรรยาท่านก็ให้ความรักใคร่และเอ็นดูด้วยความรักดั่งลูก ซึ่งเป็นวิถีประหนึ่งครูกับลูกศิษย์ครั้งสมัยโบราณก็ไม่ปานที่ว่า ต้องอยู่เรียนช่วยเหลืองานที่บ้านครูมวยเพื่อแลกกับวิชาความรู้ด้วยจิตด้วยใจที่รักและรู้คุณครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญเสมอ

เพราะว่าครูที่แท้ให้ทั้งวิชา ให้ความรักศิษย์เพื่อให้ได้รู้เรียนครบจบขบวนความ ยังเอ็นดูเอื้อเฟื้อประสานิสัยไทย เฝ้าหวังสืบทอดต่อวิชาไม่ให้ห่างขาดสาย สิ้นสูญไป การร่ำเรียนแบบนี้ยังเป็นเสมือนครูเฝ้าดูนิสัยใจคอของลูกศิษย์เองที่ว่า จะเป็นคนอย่างไร คิดคดในข้องอในกระดูกหรือไม่ ฝากฝังวิชาให้ได้หรือเปล่า ทั้งครูและศิษย์ก็เรียนรู้ดูใจกันไปพร้อมๆ กัน

หลังจากได้เรียนวิชาสักระยะหนึ่งครูแปรงก็ได้แนะนำให้ครูทองท่านมาสอนที่ชมรมดาบภายในรามสมัยนั้นแม้ว่าเบื้องต้นจะยังมีปัญหาอยู่บ้างเนื่องจาก ในรามเองก็มีความเป็นตัวเป็นตนของสำนักตัวเองมีวิชาของตัวเองจึงเกรงระหว่างครูทองและรุ่นพี่ที่ชมรม แต่ก็เนื่องด้วยครูแปรงท่านเองก็เป็นคนสนิททั้งฝั่งรามและครูรุ่นพี่จึงไว้ใจให้เข้ามาสอน อีกทั้งยังเหมือนผู้ประสานระหว่างสำนักทั้งที่รามและครูทองท่านให้สามารถแลกเปลี่ยนถ่ายทอดวิชาออกมาได้ภายนอกอย่างที่รามเป็นที่เริ่มที่แรกของการสอนศิษย์ภายนอกอย่างจริงจังก็ครานี้ และก็มีลูกศิษย์จากรามในสายมวยไชยานี้มากขึ้น ณ เวลานั้นเองเมื่อประมาณ พศ. 2527

นับแต่นั้นมาเมื่อเวลามีโชว์หรือแสดงที่ไหน ครูแปรงมักจะเอามวยไชยาออกแสดงร่วมกับดาบกระบี่กระบองไทยเข้าร่วมรวมกันไปคราเดียวกัน เป็นจุดเหตุเริ่มต้นของการสืบทอดสร้างชื่อมวยไชยาเรื่อยๆ มาพร้อมๆ กับที่ครูทองท่านสอนลูกศิษย์สายรามต่อเนื่องมาจนเมื่อครูแปรงท่านจบการศึกษาที่รามคำแหง ครูทองท่านก็ได้แนะนำฝากตัวให้เข้าทำงานที่กรมโยธาด้วย เพื่อที่ว่าจะได้เป็นคนช่วยสอนศิษย์ที่มาเรียนกับครูทองท่านที่กรมฯ ด้วยอีกทางหนึ่งและก็ได้สอนมวยกันเพิ่มเติมที่นั้นจนกระทั้งครูแปรงต้องรับราชการทหารในคราหนึ่งจึงได้ห่างหายจากครูทองระยะนี้เอง หลังจากที่มีลูกศิษย์ครูแปรงท่านแล้ว ก็ยังมีรุ่นพี่ชื่อ โย่งได้เข้าศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดการสอนมวยไชยาขึ้นเป็นแห่งที่สองในสายสถาบันที่นั้นเพิ่มอีกหนึ่งที่ ครูทองท่านจึงมีศิษย์ทั้งฝั่งรามคำแหงและจุฬาฯ เกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่งนั้นด้วย

ค่ายไชยารัตน์
หากถามเรื่องของนิสัยครูทองท่าน ครูแปรงได้เล่าให้ฟังว่า ครูทองท่านเป็นคนจริงจัง ใจดี รักวิชา รักศิษย์ โมโหร้ายโมโหแรง  อารมณ์ร้อน ศิษย์คนไหนทำไม่ดีท่านด่าทอแรงๆ ตรงนี้เองที่ครูแปรงท่านเองก็สัมผัสมากับตัว เนื่องด้วยคราหนึ่งห่างหายจากครูด้วยหน้าที่การงานและครอบครัว จึงไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ครูท่านเข้าใจผิดคิดว่า คงไม่เอาวิชาทิ้งห่างครูอาจารย์แล้ว ท่านก็ด่าแรงๆ ทำเอาครูแปรงท่านต้องเข้าไปกราบไปคุยให้เข้าใจตรงกัน ครูแปรงท่านก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคุยกันด้วยเข้าใจด้วยดีแล้วครูทองท่านก็เข้าใจก็หายโกรธอย่างนั้นง่ายๆ ด้วยที่ว่าเป็นคนจริงจังนักเลง เข้าใจผิดแก้ไขก็หายเร็ว ซึ่งตรงนี้ครูแปรงท่านก็รู้จึงต้องเร่งรีบเข้าไปพูดคุยเมื่อเกิดเหตุเข้าใจผิดกัน สมัยนั้นครูแปรงถึงกับหนักใจด้วยที่ว่า การงานและครอบครัวจึงต้องห่างหายไกลครูบ้างและอยากให้มีตัวตายตัวแทนใหม่เพื่อช่วยเหลืองานครูท่านต่อไปบ้าง

ครูทอง ถ่ายทีวี
มาถึงยุคที่หนังสือ วารสารและรายการทีวีได้ถ่ายทำสารคดีจนมีการเปิดสอนมวยไชยาแบบภายนอกสถาบันเป็นสำนักสอนตามบ้านหรือรับสอนภายนอกนี้เอง นับได้ว่าครูทองท่านเป็นครูสอนมวยไชยาท่านหนึ่งที่เชื่อมยุคต่อสมัยสืบมาจากปรมาจารย์เขตร ในยุคนั้นสมัยที่ท่านเริ่มสอนศิษย์ใหม่ๆ มีเรื่องเล่าว่า ท่านได้เข้าไปกราบขอสอนศิษย์ในวิชามวยไชยากับปรมาจารย์เขตร   ซึ่งในขณะนั้นปรมารจารย์เขตรท่านยืนสอนลูกศิษย์อยู่ ท่านครูทองได้ไปยืนข้างๆ และกล่าวว่าครูครับผมจะสอนได้มั๊ยครับ เสี้ยววินาทีนั้น ปรมาตารย์เขตท่านได้เตะเหวี่ยงแข้งมาอย่างรวดเร็ว ครูทองท่านก็รับด้วยท่าจูบแข้งและพร้อมที่จะโต้ตอบกลับด้วยหมัด ปรมารจารย์เขตรท่านจึงใช้มือกดลงที่ศีรษะ ของครูทองเป็นการสลายแรงและลูบหัวบอกว่าไหวพริบดีใช้ได้ แต่ต้องมาเรียนวิชาครูเพิ่มนะ ขนาดครูเองตัวสูงใหญ่ยังมีคนมาลองเลย ฉะนั้นเราตัวเล็กต้องเรียนเยอะๆ นะ
ในชีวิตครอบครัวของครูทองท่านเองนั้นก็มีภรรยาและลูกอยู่ด้วยกัน 5 คน รวม มีลูกสาว 3 คน ลูกชาย1 คน ท่านหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับราชการที่กรมโยธา เป็นคนที่ขยันแต่บ้างก็ว่า ท่านเองก็เป็นคนเจ้าชู้อยู่บ้างเหมือนกันแต่ในส่วนของครอบครัวนั้นท่านไม่ได้ขาดตกบกพร่องในเรื่องอื่นๆ เลย

คำพูดที่ครูทองท่านสอนเสมอมาว่า มวยไชยาของเรานี้มีรูปแบบทั้ง ป้องปัดปิดเปิด เยาะย่างยักเยื้อง อวัยวุธ หมัดเท้าเข่าศอกใช้ทุกส่วนร่างกายให้ครบ ถดถอยเหาะเหิร ล้มลุกคลุกคลาน กอดรัดฟัดเหวี่ยง  ทุ่มทับจับหัก ประกบประกับจับรัง  ท่านพูดเคล็ดไว้แบบนี้นอกจากนี้ท่านยังกล่าวอีกว่า อะไรที่มีในโลกนี้มีในการต่อสู้มวยไชยาเราก็มีหมดแล้ว ท่านยังว่า มวยนี้เรียนไม่รู้จบวิชานี้เป็นศาสตร์เพราะมันเป็นวิชาที่คิดได้ตลอดแตกได้ตลอด ยิ่งเรียนยิ่งรู้ต่อไปเรื่อยๆ ท่าคิดได้แตกได้ตามสติปัญญาการตั้งชื่อก็ตั้งตามที่เข้าใจกันระหว่างสำนัก สามารถแตกยอดต่อแขนงวิชาการได้ แต่อย่างเดียวคือ เราต้องมีท่าครูไว้ อย่าทิ้งท่าครูนะลูก นั่นเป็นคำที่บูรพาจารย์ทุกท่านได้กล่าวย้ำไว้เสมอๆ.

Author: Terapak

Share This Post On

Submit a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *