ท่ามวยไทย – เหลี่ยม – ย่างสามขุม

ปรมาจารย์เขตร ท่าครูมวยไชยา

ท่ามวยไทย

 ในวิชา ” พาหุยุทธ์ ”  เราก็มีศัพท์เฉพาะวิชาไว้ไม่น้อยหน้าของต่างประเทศเหมือนกัน  แถมยังมีคำที่เป็นรหัสไว้ใช้  เพื่อมิให้ปฏิปักษ์รู้ล่วงหน้าก็มาก ฉะนั้นท่านที่รู้อยู่จัดเจนแล้ว  ก็ขออภัยด้วยที่ผู้เขียน ” เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ”  ผู้เขียนมุ่งแต่จะเสนอศัพท์เฉพาะวิชามวยไทยแก่ท่านที่ยังไม่ทราบเท่านั้น  จึงหวังจะได้รับความเห็นใจจากปรมาจารย์มวยไทยทั้งหลายด้วย

ผู้เขียนได้ออกนอกเรื่องท่ามวยไทยไปมากพอแล้ว  จึงขอกลับมาบรรยายท่ามวยไทยต่อไป

การ ” ตั้งท่า ” มวยไทยเป็นมูลฐานสำคัญเท่า ๆ กับ (Stance) ในแบบมวยสากล  แต่โปรดอย่าหลงไหลว่าเหมือนกัน  ดังที่อาจารย์มวยบางท่านเข้าใจเพราะ ” ควายไม่ใช่วัว

มวยสากลไม่ใช้ตีน  ” ท่าคุม ” หรือที่แบบสากลเรียกว่า  ”  การ์ด  ” (Guard) ก็เป็นลักษณะที่ต่อเนื่องกัน  มวยไทยต้องเอาใจใส่กับการ  ” ตั้งท่า  ” ให้รัดกุม มิฉะนั้นการป้องกันก็ดี  หรือการโจมตีก็ดี  ย่อมได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามเจตนารมณ์ของมวยไทย

            ด้วยความประสงค์ที่จักให้ได้ประโยชน์สมบูรณ์ขอเสนอการ  ”  ตั้งท่า  ”  ของมวยไทย (หรือสุดแต่จะนิยมแบบจากคณาจารย์อื่นใด) และขอได้โปรดติดตามช้า ๆ เพื่อความเข้าใจไว้ด้วย

            มวยไทยเป็นแบบต่อสู้ตั้งแต่หัวตลอดตีน  ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง 

เพราะฉะนั้นการ ”  ตั้งท่า  ” จึงต้องพยายามฝึกฝนให้กระชับทะมัดทะแมง (Compact) ใครถนัดหมัดขวาให้ก้าวตีนซ้ายออกไปข้างหน้า  ยาวกว่าช่วงก้าวปกติเล็กน้อยพอไม่ให้เสียหลัก  ยกหมัดขวาขึ้นเท่าระดับหน้า (ตรงจุดอุณาโลม)  (ดังเคยแนะนำไว้แล้วตอนต้น)  คือกลางระหว่างหัวคิ้ว  ให้หมัดห่างจากหน้าประมาณ ๓ คืบ หรือ ๑๒ นิ้ว  ดังนี้ ศอกซ้ายซึ่งซ่อนอยู่ (ไม่สังเกตไม่เห็น) จะทำหน้าที่บังจุดสำคัญตรงที่ตั้งหัวใจ  ส่วนหมัดขวาให้ยกขึ้นเท่าระดับกึ่งกลางของปลายแขนซ้าย  ศอกขวาก็จะกลายเป็นเฝือกป้องกันซี่โครงอ่อนด้านขวา และตับอันเป็นอวัยวะเก็บกำลังสำรอง ขณะเดียวกัน หมัดขวาก็ทำหน้าที่ปกป้องจุดอ่อนอีกแห่งหนึ่งคือ  ”  อกรวบ  ”  หรือ  ” ยอดอก  ” ซึ่งนักมวยตะวันตกเรียกว่า ” โซลาร์ เปล๊กซุส ” ” Solar plexus “

ไม้มวยสากลที่กล่าวนี้ไม่มีคนรู้จักจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๐  เมื่อรูบี้  บ๊อบ ฟิตซีแมน  ซัดมือที่ปั้นเป็นก้อนเข้ายอดอก  เจมส์ เจ. คอร์เบต  ถึงแก่อสัญญี  จนได้ครองตำแหน่งจอมมวยโลก  ฝ่ายแพทย์ศาสตร์สนใจได้ถกเถียงหารือกัน  และในที่สุดลงมติว่า  ” อกรวบ ” หรือ  ” ยอดอก ” เป็นศูนย์รวมประสาท  หรือปราณ  นักข่าวกีฬานิยมใช้ชื่อ ” โซลาห์ เปล๊กซุส ” จนแพร่หลายเป็นศัพท์เฉพาะวิชาติดปากในวงการมวย

            แต่อันที่จริง พวกชาวตะวันตกก็ไม่วายมองข้ามของเก่าแบบเดียวกับคนไทย เพราะที่ “สำคัญ”แห่งนี้เคยเรียกกันมาก่อนหลายสิบปีว่า ” มาร์ก ” (Mark) และมวยไทยถือว่าเป็น  ” จุดมรณะ ” ซึ่งเป็นเป้าหมายในเขตราว นม  กระบังลม  ลิ้นปี่  มานานแล้วเหมือนกัน

เหลี่ยม

อาจารย์เขตร กับ การจดมวย

หากนักมวยได้ยืนพิจารณาตนเองในกระจกบานใหญ่ ๆ ก็จะเห็นว่าการ ”  ตั้งท่า  ” เท่าที่กล่าวมาแล้ว  มีการป้องปิดแนบเนียนพอใช้  ตั้งแต่บั้นเอวจนถึงกระหม่อม ส่วนท่อนล่างตั้งแต่บั้นเอวจนถึงปลายตีนยังมีช่องว่างอยู่  ฉะนั้นมวยไทยจึงต้องย่อตัวลงเล็กน้อย และเผยอส้นเท้าขึ้นนิด ๆ เพื่อให้หัวเข่าทั้งซ้ายขวาเกิดมุมไม่เสี่ยงต่ออาการหักหรือเคล็ดเมื่อถูกปฏิปักษ์ใช้ตีนถีบขา  จริงอยู่  การตั้งท่าแบบนี้ตามหลักสรีรวิทยาและมวยแบบตะวันตกถือว่าก่อความเคร่งเครียดแก่ร่างกาย  ขัดต่อการเคลื่อนไหวและฝืนอริยาบถ  แต่โปรดอย่าลืมว่าขณะนี้กำลังศึกษาเรื่องมวยไทย

            ผู้เขียนยอมรับว่าตอนแรก ๆ ฝึกหัดย่อมจะรู้สึกเมื่อยและไม่สู้จะสบายนัก  แต่เมื่อพยายามฝึกฝนต่อไปพอเกิดความเคยชินก็จะไม่รู้สึกขัดเขินเหมือนเมื่อตอนแรกฝึกลักษณะย่อตัวดังกล่าวเป็นการลดช่องว่างตอน ” กระเดียดน้ำ ”  อันเป็นส่วนอ่อนระหว่างชายโครงกับกระดูกเชิงกรานให้แคบลง ปกปิดการเตะได้ง่าย  นอกจากนั้นกล้ามเนื้อขาทั้งสองท่อนย่อมเบ่งเขม็งขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเกร็ง  แม้จะเผลอถูกปฏิปักษ์เตะก็ไม่สู้เจ็บฉกรรจ์ (อย่าให้เกิน ๓ ที) ข้อสำคัญต้องให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงศูนย์กลาง  ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้น้ำหนักท่อนบนเป็นประโยชน์ในการช่วยเหวี่ยงตีนเตะให้แข็งแรงขึ้น  ไม่ว่าด้วยหน้าตีน (ซ้าย) หรือตีนหลัง

      การ  ” ตั้งท่า ” หรือคุมตามแบบที่ได้แนะนำย่อมมีความแน่นรัดกุมพอรับการเตะ ” แคมสำเภา ” หรือที่รู้ ๆ กันในวงการมวยปัจจุบันว่า ” บานพับ ” (พับนอกพับใน) อันเป็น “ไม้สำคัญ” ในวิชามวยไทยภาคใต้ ซึ่งครู ” ตังกี้ ” (ครูมวยเมืองตะกั่วป่า) เป็นคนแรกที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ นายทองใบ  ยนตรกิจ  (อ้ายยางตัน) จนมีชื่อเสียงลือกระฉ่อน เมื่อประมาณยี่สิบปีมาแล้ว  โดยไม่ขยายการป้องกันไว้ให้เลย  และนอกจากนั้น ” อ้ายยางตัน ” นายแนบและนายเกียรติ  ยนตรกิจ สองพี่น้องยังได้นำ ” ไม้สำคัญ “ออกใช้บ่อยครั้งสมัยเวทีราชดำเนินยังไม่มีหลังคา  เป็นเหตุให้นักมวยชั้นนำค่ายอื่นพับฐานถึงขาลากพ่ายแพ้  และที่ขาลีบไปก็หลายคน

แต่อย่าเพิ่งใจร้อน  ครูตังกี้ได้ถึงแก่มรณกรรมไปแล้ว  โปรดอดใจไว้  ว่าง ๆ คงจะมีการขยาย ” ไม้แก้ ” ออกมาเองเมื่อถึงเวลา  สำหรับนักมวยที่ถนัดซ้ายเป็น ” หมัดพิฆาต ”  ก็เพียงแต่เปลี่ยนก้าวตีนขวาออกไปข้างหน้า  ในทำนองเดียวกับก้าวตีนซ้าย  แต่ทว่านักมวยที่หวังความรุ่งเรืองกระเดื่องชื่อ  ต้องเพียรพยายามฝึกหัดให้ถนัดแคล่วคล่องทั้งซ้ายและขวา  ซึ่งเรียกกันว่า  ” เหลี่ยม “

 

ย่างสามขุม

การตั้งท่าซึ่งสมัยปัจจุบันเรียกว่า  ” การจดมวย “เป็นท่าที่คงอยู่กับที่เฉย  ๆ นักมวยต้องฝึกหัดย่ำเหยาะยกเท้าก้าวย่าง  ตามแบบบันลือชื่อว่า  ” ย่างสามขุม ” อันมั่นคง  ซึ่งอาจเทียบกับหลักเกณฑ์ความมั่นคงของ  Triangular  Equilibrium  ในวิชาวิศวกรรมศาสตร์  หรืออีกนัยหนึ่ง  เรือใบที่อาศัยกระแสลมส่ง  แต่อาจแล่นทวนลมได้ด้วยการ  ” แล่นก้าว ” เพราะอาศัยหลักเกณฑ์ทำนองการย่างสามขุม  คือกลับใบยักเยื้องเป็นสามแนว  ถ้าใช้ความสังเกตสักเล็กน้อย  ก็จะเห็นว่าว่าวจุฬาที่ใช้คว้าพนันกับว่าวปักเป้าก็ผุกขึ้นตามคัลลองเดียวกันนัยว่าหากเหลาว่าวจุฬาด้วยไม้ไผ่สีสุกย่างไฟค้างปีและผูกให้ได้ตามหลักสามขุม  ผนึกกระดาษสาด้วยยางมะตูมแล้ว  พลาดท่าเข้าเหนียงปักเป้าหรือถูกสายป่านรัดคอซุง  ว่าวจุฬาที่ผูกถูกต้องตามหลักดังกล่าวจะตกยากเต็มที

เมื่อได้กล่าวถึงวิธีฝึกมวยท่อนบนของร่างกาย (หัวถึงบั้นเอว) พอสมควรหรือน่าเบื่อแล้วขอหวนกลับมาพิจารณาท่อนล่างกันต่อไป

            อันที่จริงนักมวยสมัยโบราณไม่มีการยืนนิ่ง ๆ อยู่กับที่  เพราะการตั้งท่าทำนองนั้นอาจทำให้นัก ” มวย ” กลายเป็น ” ม้วย ”  เมื่อใดก็ได้ในการชกต่อยแบบสากล  ถือว่าฟุตเวิร์ค (Foot work) เป็นความรู้สำคัญที่จะนำนักมวยไปสู่ตำแหน่งสุดยอด

           มวยไทยก็เช่นเดียวกัน  มีท่าก้าวย่างซึ่งถือว่าสำคัญอาจใช้ป้องกันและต่อสู้ได้ในขณะเดียวกัน  วิธีก้าวย่างที่อำนวยผลฉกรรจ์หรือผลสำเร็จ  จึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้แทนการทอดทิ้งอย่างปัจจุบัน  เพราะหากการก้าวย่างไม่มีประโยชน์จริงแล้ว  วิชามวยไทยคงไม่จีรังยั่งยืนอยู่ได้ถึงบัดนี้  และ นายยัง  หาญทะเล  สมัยสนามมวยสวนกุหลาบ  คงจะพุ่งทะลุก่อนเรียกเลือดสด ๆ จากหูซ้ายขวาของจอมมวยจีน  ” จีฉ่าง ” ซึ่งมีนิ้วแข็งแทงไม้กระดานหนา ๒ นิ้วแตกสองซีกแต่น่าเสียดายที่มวยไทยทุกวันนี้ไม่มีการก้าวย่างแบบอมตะ 

ต่างหลงไหลดัดแปลงให้คล้ายท่ามวยสากลเพราะเหตุละเลยท่าสำคัญที่โบราณเรียกว่า  ” ย่างสามขุม “

มวยไทยทุกวันนี้จึงโดนเตะขาลาก  ขาลีบ  กันไปก็มี  เคราะห์ยังดีที่  ” มวยคิก ” ยังไม่รู้จักใช้  ” ไม้เป็น” (วิธีแก้)  มิฉะนั้นมวยไทยคงจะเอาชนะ  ” มวยคิก ” ไม่ได้ง่าย ๆ  เป็นที่น่าเสียดายและเสียใจจริง ๆ ที่มวยไทยละเลยเล่ห์เหลี่ยมลูกไม้มวยไทยกันเสียหมด

จากหนังสือ ปริทัศน์มวยไทย โดย ปรมาจารย์เขตรศรียาภัย

Author: Terapak

Share This Post On

Submit a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *