ในการนี้ทางคณะผู้จัดทำ ได้จัดเรียงลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ในช่วงเวลาของการดำเนินงานอนุรักษ์และเผยแพร่ ศิลปะมวยไทยไชยา นำมาสรุปโดยย่อ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ถึงความเป็นมาของ มูลนิธิมวยไทยไชยา ตลอดระยะกว่าเวลากว่า ๒๐ ปี ดังต่อไปนี้.

1. ช่วงปีพ.ศ. ๒๔๘๖-๒๕๒๖
6. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๒
2. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๗-๒๔๒๘
7. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๕
3. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๓๑
8. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗
4. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๖
5. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๙

จาก “ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ และ อาวุธไทย ตำหรับ พิชัยยุทธ์” ถึง “มูลนิธิ มวยไทยไชยา” ได้มีการเปลี่ยนแปลง รูปแบบตราสัญลักษณ์ชมรมฯ , สโมสรฯ , และ มูลนิธิ, มาหลายครั้ง ทางคณะผู้จัดทำ ได้รวบรวมนำเสนอ ความเป็นมา ความหมาย ปรัชญา และรูปแบบ ของตราสัญลักษณ์ ไว้ ณ ที่นี้


(พ.ศ.๒๕๒๕)

ตราสัญลักษณ์ ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ ครั้งที่ ๑.

(พ.ศ.๒๕๒๖)

ตราสัญลักษณ์ ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ ครั้งที่ ๒.

(พ.ศ.๒๕๒๗)

ตราสัญลักษณ์ ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ และ อาวุธไทย ตำหรับ พิชัยยุทธ์ ครั้งที่ ๓.

(พ.ศ.๒๕๒๘)

ตราสัญลักษณ์ ชมรม พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ มวยไทย ตำรับพิชัยยุทธ์ ครั้งที่ ๔.

(พ.ศ.๒๕๓๐)

ตราสัญลักษณ์ สโมสรพาหุยุทธ์ และอาวุธไทย(ค่ายไชยารัตน์) ครั้งที่๕.

(พ.ศ.๒๕๔๒)

ตราสัญลักษณ์ ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ มวยไทยไชยา ครั้งที่ ๖.

(พ.ศ.๒๕๔๖)

ตราสัญลักษณ์ มูลนิธิ มวยไทยไชยา ครั้งที่ ๗.

 

....."ครูครับ ผมจะสอนมวยได้มั๊ยครับ" เมื่อสิ้นประโยคคำถามของผู้เป็นศิษย์ ครูเขตร ก็เหวี่ยงแข้ง เตะเข้าใส่ผู้ถาม ทันที โดยมิทันได้ระวังตัว แต่ก็ด้วยสัณชาตญาณ ประสานกับ พาหุยุทธ์วิทยา อันเพียรฝึกมาดีแล้ว นายทองหล่อ พลัน พลิกเหลี่ยมฉากออก พร้อมปิดป้อง รับแข้งของครู เร็วเท่าความคิด กำปั้นถูกยกขึ้นระดับปลายคาง พร้อมลั่นโต้ตอบ ตามสันชาตญาณแห่งการฝึกมาอย่างจัดเจนมีอันจำค้างไว้ด้วยความฉงนเนื่องด้วยมือหนึ่งของยอดปรมาจารย์มวยไชยา ตะปบจับศีรษะกดไว้ (นับเป็นการถ่ายทอดเคล็ดการควบคุมแบบไชยาอันสุดยอด) เป็นสัญญาณว่าพอ พร้อมเอ่ย "เออ อย่างนี้สอนได้" ครูเขตร กล่าวด้วยความกรุณา พร้อมกับ ตบเบาที่ศีรษะ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเมตตาว่า "แต่ต้องมาเรียนวิชาครูเพิ่มเติม" ขนาดครูตัวใหญ่ยังถูกลอง เอ็งตัวเล็กต้องเรียนให้มาก ๆ

.....นับแต่วันนั้น นายทองหล่อ ยาและ หรือ ครูทอง เชื้อไชยา จึงได้เริ่มถ่ายทอดศาสตร์วิชา พาหุยุทธ์มวยไชยา เรื่อยมา จนถึงประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๗ ครูทอง ร่วมกับศิษย์อาวุธไทย เจ้าราม จึงได้ก่อตั้ง "ชมรม อนุรักษ์ พาหุยุทธ์ ไชยารัตน์ และอาวุธไทย พิชัยยุทธ์ "ขึ้น เพื่อทำงานเผยแพร่อนุรักษ์ศิลปะมวยโบราณและดาบไทย สืบต่อมา โดยมี ศิษย์จาก ชมรมอาวุธไทย ทั้งที่ รามฯและจุฬาฯ ช่วยงานอย่างแข็งขัน และศิษย์ที่ ครูทอง มักกล่าวเสมอว่าได้วิชา จากครูไปมาก และเป็นตัวแทนครูได้ มีอยู่ ๒ คน ก็คือ แปรง กับ โย่ง (อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ต่อสู้ป้องกันตัวอาวุธไทย จุฬาฯ)

.....จวบจนใกล้วันสุดท้ายแห่งชีวิตของ ครูทอง ลูกศิษย์หลายๆคนเฝ้าดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง ครูทอง ยังได้กล่าวว่า "ใครจะเรียนมวย ให้ไปหาแปรง" และจากประสบการณ์ที่ได้ช่วยครูทองสอนมวยมานาน ทั้งยังเป็นผู้จัดทำขั้นตอน การฝึก เรียบเรียงหมวดหมู่วิชา เพื่อจัดทำเป็นตำรา ร่วมกับครูทองมาก่อน จึงทำให้ครูแปรงเป็นที่ยอมรับของพี่น้องใน สายมวยไชยาด้วยกัน ประกอบกับความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน จนชำนาญ เชี่ยวชาญและยังสามารถคิดแตก ลูกไม้ออกมากมายจากแม่ไม้(ท่าครู) ซึ่งช่วงแรก ๆ ที่คิดได้ ครูแปรง ก็จะนำท่านั้นไปถาม ครูทองเสมอว่าใช้ได้หรือไม่ และครูทองก็จะแนะนำเพิ่มเติม หรือปรับแก้ให้บ้าง หากเห็นว่าดีแล้ว ก็จะแนะให้คิดท่าเพิ่มเติม พร้อมทั้งกล่าวว่า "มวยไทยแท้แต่โบราณ เป็นปรัชญาและศาสตร์ไม่รู้จบ การแตกลูกไม้มวย นั้นทำได้ จะพลิกแพลงอย่างไร ก็สุดแต่ปัญญาจะแตกไปได้ แต่อย่าทิ้ง "ท่าครู" เป็นใช้ได้ " ซึ่ง ครูแปรง ก็รับปฏิบัติเรื่อยมา

.....จนถึงทุกวันนี้ก็ร่วม ๒๐ กว่าปีที่ ครูแปรง และคณะซึ่งแม้จะเป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่ก็ยังคงทำงานด้านอนุรักษ์ เผยแพร่ศิลปะศาสตร์แห่งพาหุยุทธ์ มวยไทยคาดเชือก สายมวยไชยา และวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว อาวุธไทย พิชัยยุทธ์ อันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยแขนงนี้ให้ดำรงคงอยู่ และเพื่อเชิดชูเกียรติคุณของ ครูบาอาจารย์ ,ปาจรีย์ ให้เป็นที่รู้จัก ให้ประชาชนชาวไทยได้ตระหนักถึงคุณค่า รักษาศิลปะและวิทยาสืบต่อไป อย่างต่อเนื่อง และจากการสนับสนุนของศิษย์ ที่มีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ครูแปรง และคณะศิษย์ จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง "มูลนิธิมวยไทยไชยา" ขึ้น โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖ เพื่อดำเนินงานด้านนี้ให้มั่นคง สืบต่อไป