---ถ้าผมจะบอกว่าวิชาศิลปะการต่อสู้ทุกชนิดเป็นวิชาที่ไม่บริสุทธิ์จริงๆล่ะครับ...ที่ผมเรียกว่าไม่บริสุทธิ์เพราะด้วยเหตุผลแห่งศึกสงคราม......ไปจนจบ
ต้องขออภัยในความผิดพลาดในการสื่อสารด้วยครับก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำถึงการดำเนินตามรอยเท้าบูรพาจารย์มวยไชยาของเราเพื่อส่งผ่านวิชาพาหุยุทธ์มวยไชยาให้กับรุ่นต่อๆไปครับ มวยไชยาของเราสืบทอดมาราว2ชั่วอายุคนคือร่วม200ปีส่งผ่านครูอาจารย์มาแล้วมากกว่า5รุ่น โดยที่ทุกท่านทราบกันดีคือ วิชานี้ถูกนำมาสอนให้แก่ชาวไชยาโดยพ่อท่านมาซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯในช่วงรัชกาลที่3แห่งรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในสรรพวิชานั้น วิชาทุ่มทับจับหักในมวยไชยา ได้ปรากฏมีใน มวยหลวง หรือ นักมวยที่อยู่กับในหลวง หรือ ชื่ออีกอย่างคือทนายเลือกรักษาพระองค์ ซึ่งทนายเลือกนี้ได้ปรากฏในเอกสารพงศาวดารหลายฉบับล้วนแล้วแต่ถูกกล่าวถึงว่ามีความสามารถและเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และยังงานอื่นด้วย เช่น งานฝีพาย งานจับกุมผู้ผิดกฏมณเฑียรบาล ซึ่งพงศาวดารที่กล่าวถึงทนายเลือกฉบับที่เก่าที่สุดคือ
ประชุมพงศาวดารฉบับที่14 ปี พ.ศ.2251พูดถึงเจ้าอังวะจับลูกชายทนายเลือกเพื่อเป็นประกัน(อาจมีเก่ากว่านี้ในยุคพระองค์ดำครับ ขอหาก่อนครับ....)
ประชุมพงศาวดารฉบับที่17 ปี พ.ศ.2313ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชของเรา ซึ่ง ทหาร และ ทนายเลือก ถูกแบ่งไว้อย่างชัดเจน ว่าทนายเลือกนั้นรักษาพระองค์ชัดเจนครับ
ซึ่ง รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตาก เป็นรัชสมัยของ สยามแผ่นดินเดียวไม่ใช่สามแคว้นหรือก๊กหรือเหล่าอีกต่อไป มีการปราบปรามแขก และจีนตามหัวเมือง ที่คิดกบฏ ตลอดรัชสมัยต่อเนื่องถึงรัชกาลที่3 ผมว่ามันเป็นปฐมเหตุ เกี่ยวกับแขกและจีนในเรื่องราวต่างๆที่มันผิดเพี้ยนบิดเบือนจากความจริงด้วยอาศัยช่องโหว่ในการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวบางอย่างให้เพี้ยนไป ผมจึงมิอาจนำกล่าวให้ละเอียดในช่วง200ปีที่ผ่านมานี้ได้
การปรากฏถึง วิชาทุ่มทับจับหัก ในมวยไชยาจะไปสอดคล้องกับจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่กล่าวถึงการมีอยู่ของการปล้ำมวย ซึ่งการปล้ำมวยอาศัยหลักอันใดในการเข้าจับปล้ำจับทุ่ม คงไม่ต้องร่ายในรายละเอียดนะครับ แต่การปรากฏมีขึ้นมานี้ราวร่วม2000ปี ซึ่งด้วยจารึกการปล้ำมวยและ คำว่าพาหุยุทธ์ที่มาจากภาษาบาลี จึงทำให้ทราบได้ว่า พาหุยุทธ์ของเราเหล่ามวยไชยามีสั่งสมกันมามากกว่า2000ปีครับ และก็ยังคงอยู่มาโดยตลอด โดยที่คณาจารย์เราให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระในตัววิชาซึ่งมั่นคงด้วยรากฐานมาตลอด แม้ประวัติแห่งชนชาติมันเคลื่อนที่ได้ตลอดยามเมื่อพบเอกสารที่ใหม่กว่า
ขณะเดียวกันปัญหาคือ ยูยิตสู กังฟู(วูซู) ปัญจสีรัต bok-a-tor ประดั่ญเซเรีย (ทางอินเดียชื่ออะไรจำไม่ได้ครับ)ฯลฯ ล้วนแล้วแต่พุ่งเป้ามาที่มวยไทย ซึ่งเราเองก็เฉียดหางเลขเข้าไปทุกที แต่ด้วยความที่เป็นมวยไทยด้วยกันนี่แหละจึงถูกจับเป็นเป้านิ่งตลอดเวลา หากเราไม่เคลื่อนที่เพื่อให้รู้บ้างว่าเราคนไทยบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ก็มีเผ่าพันธุ์ที่เชี่ยวชาญและช่ำชองในกล เชิง การแก้ท่ามวยต่างๆด้วยวิชาพาหุยุทธ์มวยไทยได้ในทันทีที่ต้องป้องกันตัวเฉกเช่นเดียวกับวิชาป้องกันตัวทั่วโลกเช่นกัน เหล่านี้ ก็จะอาศัยช่องโหว่ทางเอกสารจารจารึกเพื่อย่ำยีเรากันต่อไป ผมฝากให้ช่วยกันคิดด้วยครับ ตลอดมาเราโดนโจมตีวิชาโดยอ้างเอกสารจารึกเป็นประจำ................และยังคงอยู่...................
ส่วนการที่ผมกล่าวว่าศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงไม่บริสุทธิ์นั้นเป็นเพราะผมจะหมายเจตนาไปที่กายวิภาคครับ เนื่องจากการศึกการสงครามยามต้องตะลุมบอนสรีระของคนแต่ละชาติต่างกันไม่สามารถทนการปะทะได้เท่ากัน การนำเอาประสบการณ์การรบที่มีทั้งชนะและพ่ายแพ้มาปรับปรุงต่อบุคคลากรในทัพเพื่อหวังผลแห่งความสมบูรณ์แห่งกองทัพย่อมมี เช่นจีนอยู่ในภูมิประเทศที่หนาวเย็นจะมีกล้ามเนื้อสีแดงที่เหมาะสำหรับการยืดหยุ่นมากกว่าคนไทยที่อยู่ในภูมิประเทศอบอุ่นซึ่งมีกล้ามเนื่อสีขาวที่มากกว่าสีแดงที่ยังผลในเรื่องความอดทนมากกว่า และการนำเอาประสบการณ์การรบมาผนวกเข้ากับสรีระมนุษย์นั้นย่อมถูกปรับปรุงให้เข้ากันเพื่อความเหมาะสม ซึ่งระยะที่ผมกล่าวถึงนี้อาจหมายรวมถึงตั้งแต่มนุษย์คิดค้นวิธีการนำหิน แร่เหล็ก มาทำเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จึงเป็นเหตุทำให้ผมคิดว่ามีการปรับปรุงแก้ไขกันมาก่อนที่จะมาเป็นชื่อแต่ละสายวิชาร่วม5000-10000ปีก่อนนู้นครับ เช่นกันครับเพราะสงครามที่กลายเป็นสงครามศาสตราวุธไม่ใช่สรรพยุทธอย่างแต่ก่อนจึงไม่จำเป็นที่ต้องแก้ไขอันใดในหลักของวิชาต่อไป(พอจะเข้าใจมั๊ยครับ)และด้วยความที่กลายเป็นสงครามศาสตราวุธนั้นส่งผลกระทบต่อวิชาการต่อสู้มือเปล่าเป็นอย่างมาก จึง ตั้งกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ค้นคว้าศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาความสอดคล้องของหลักการรบในอดีตที่ตรงกันกับวิชาที่ศึกษาอยู่เพื่อบอกเล่าประสบการณ์บรรพชนต่อลูกหลาน ซึ่งอย่างที่ผมเล่าให้อ่านในช่วงกลางๆเช่นกัน ที่เราทราบแล้วว่า พาหุยุทธ์วิชาที่อยู่ในมวยไทยไชยา มีการสืบทอดและสั่งสมกันมาเป็นระยะเวลายาวนานร่วม2000ปีจวบจนปัจจุบันก็ยังคงรักษาวิชาพาหุยุทธ์ไว้บนพื้นฐานสามขุมที่บูรพาจารย์ให้เรา ตามที่มีที่มาตามเจตนารมณ์บูรพคณาจารย์ครับ
อ้างอิง:โดย ชะวัชชัย ภา ติณธุ---หากพิจารณาย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นยุคใดในสุวรรณภูมินี้ก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า อารยธรรมชมพูทวีปนั้น มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในภูมิภาคนี้ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเอเชียจะรับวัฒนธรรมของชาวเอเชียด้วยกัน ความกลมกลืนอันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญจนเราเชื่อกันว่า ความเจริญรุ่งเรืองได้ถึงซึ่งความสูงสุดในยุคสมัยกรุงสุโขทัย แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลทางความคิดจากพุทธศาสนานั้น คนสุโขทัยต่างศึกษาได้อย่างลึกซึ้งเข้าถึงความแท้บริสุทธิ์ของเรื่องราวทาง พุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ครั้นเมื่อมาแสดงออกในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นแขนงใดก็ตาม ย่อมมีความเจริญและพัฒนาควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อเข้าสู่จุดอิ่มตัวสูงสุดจึงพ้นอิทธิพลใดๆ ทั้งปวง ลักษณะเช่นนี้ฝรั่งเรียกว่าคลาสสิก (Classic) นั้นคือ มีแบบแผนตามลำดับจนหาแบบแผนของตนเองได้อย่างแท้จริง (ตรงนี้ถ้าเทียบกับมวยไชยาคือเราก็ยึดในสามขุมเป็นท่าแม่เป็นท่าครูเราซึ่ง ก็เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า"มีแบบแผนตามลำดับจนหาแบบแผนของตนเองได้อย่างแท้จริง")ลักษณะเช่นนี้บอกให้รู้ว่า ตราบใดที่คนไทยยังคงสืบความเชื่อทางพุทธศาสนาอยู่ ตราบนั้นศิลปวัฒนธรรมจะเติบโตตามครรลองของหลักธรรมพุทธศาสนาแสดงเอกลักษณ์ เด่นชัดให้เห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย จะเห็นว่าจากสุโขทัยมาอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เจดีย์ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีวันหลุดจากความเป็นไทย
เช่นกันครับ พาหุยุทธ์ของเราก็จัดอยู่ในมูลเหตุClassicเช่นกันครับ