Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?
September 07, 2010, 03:20:44 AM
Home Help Search Login Register
News: SMF - Just Installed!

+  MUAY CHAIYA FORUM
|-+  Recent Posts
Pages: [1] 2 3 ... 10

 1 
 on: September 06, 2010, 10:49:31 AM 
Started by เดียวดายใต้เงาจันทร์ - Last post by ez2dj
ข้อมูลละเอียดยิบครับ ^_^ ตอนนี้แจ้งล็อคอินให้ครูแปรงแล้ว เดียวครูจะเข้ามาคุยด้วยครับ ^_^

 2 
 on: September 06, 2010, 05:27:20 AM 
Started by เดียวดายใต้เงาจันทร์ - Last post by เดียวดายใต้เงาจันทร์
---ถ้าผมจะบอกว่าวิชาศิลปะการต่อสู้ทุกชนิดเป็นวิชาที่ไม่บริสุทธิ์จริงๆล่ะครับ...ที่ผมเรียกว่าไม่บริสุทธิ์เพราะด้วยเหตุผลแห่งศึกสงคราม......ไปจนจบ

ต้องขออภัยในความผิดพลาดในการสื่อสารด้วยครับ

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำถึงการดำเนินตามรอยเท้าบูรพาจารย์มวยไชยาของเราเพื่อส่งผ่านวิชาพาหุยุทธ์มวยไชยาให้กับรุ่นต่อๆไปครับ มวยไชยาของเราสืบทอดมาราว2ชั่วอายุคนคือร่วม200ปีส่งผ่านครูอาจารย์มาแล้วมากกว่า5รุ่น โดยที่ทุกท่านทราบกันดีคือ วิชานี้ถูกนำมาสอนให้แก่ชาวไชยาโดยพ่อท่านมาซึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯในช่วงรัชกาลที่3แห่งรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในสรรพวิชานั้น วิชาทุ่มทับจับหักในมวยไชยา ได้ปรากฏมีใน มวยหลวง หรือ นักมวยที่อยู่กับในหลวง หรือ ชื่ออีกอย่างคือทนายเลือกรักษาพระองค์ ซึ่งทนายเลือกนี้ได้ปรากฏในเอกสารพงศาวดารหลายฉบับล้วนแล้วแต่ถูกกล่าวถึงว่ามีความสามารถและเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และยังงานอื่นด้วย เช่น งานฝีพาย งานจับกุมผู้ผิดกฏมณเฑียรบาล ซึ่งพงศาวดารที่กล่าวถึงทนายเลือกฉบับที่เก่าที่สุดคือ
ประชุมพงศาวดารฉบับที่14 ปี พ.ศ.2251พูดถึงเจ้าอังวะจับลูกชายทนายเลือกเพื่อเป็นประกัน(อาจมีเก่ากว่านี้ในยุคพระองค์ดำครับ ขอหาก่อนครับ....)
ประชุมพงศาวดารฉบับที่17 ปี พ.ศ.2313ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชของเรา ซึ่ง ทหาร และ ทนายเลือก ถูกแบ่งไว้อย่างชัดเจน ว่าทนายเลือกนั้นรักษาพระองค์ชัดเจนครับ
ซึ่ง รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตาก เป็นรัชสมัยของ สยามแผ่นดินเดียวไม่ใช่สามแคว้นหรือก๊กหรือเหล่าอีกต่อไป มีการปราบปรามแขก และจีนตามหัวเมือง ที่คิดกบฏ ตลอดรัชสมัยต่อเนื่องถึงรัชกาลที่3 ผมว่ามันเป็นปฐมเหตุ เกี่ยวกับแขกและจีนในเรื่องราวต่างๆที่มันผิดเพี้ยนบิดเบือนจากความจริงด้วยอาศัยช่องโหว่ในการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวบางอย่างให้เพี้ยนไป ผมจึงมิอาจนำกล่าวให้ละเอียดในช่วง200ปีที่ผ่านมานี้ได้
การปรากฏถึง วิชาทุ่มทับจับหัก ในมวยไชยาจะไปสอดคล้องกับจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่กล่าวถึงการมีอยู่ของการปล้ำมวย ซึ่งการปล้ำมวยอาศัยหลักอันใดในการเข้าจับปล้ำจับทุ่ม คงไม่ต้องร่ายในรายละเอียดนะครับ แต่การปรากฏมีขึ้นมานี้ราวร่วม2000ปี ซึ่งด้วยจารึกการปล้ำมวยและ คำว่าพาหุยุทธ์ที่มาจากภาษาบาลี จึงทำให้ทราบได้ว่า พาหุยุทธ์ของเราเหล่ามวยไชยามีสั่งสมกันมามากกว่า2000ปีครับ และก็ยังคงอยู่มาโดยตลอด โดยที่คณาจารย์เราให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระในตัววิชาซึ่งมั่นคงด้วยรากฐานมาตลอด แม้ประวัติแห่งชนชาติมันเคลื่อนที่ได้ตลอดยามเมื่อพบเอกสารที่ใหม่กว่า
ขณะเดียวกันปัญหาคือ ยูยิตสู กังฟู(วูซู) ปัญจสีรัต bok-a-tor ประดั่ญเซเรีย (ทางอินเดียชื่ออะไรจำไม่ได้ครับ)ฯลฯ ล้วนแล้วแต่พุ่งเป้ามาที่มวยไทย ซึ่งเราเองก็เฉียดหางเลขเข้าไปทุกที แต่ด้วยความที่เป็นมวยไทยด้วยกันนี่แหละจึงถูกจับเป็นเป้านิ่งตลอดเวลา หากเราไม่เคลื่อนที่เพื่อให้รู้บ้างว่าเราคนไทยบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ก็มีเผ่าพันธุ์ที่เชี่ยวชาญและช่ำชองในกล เชิง การแก้ท่ามวยต่างๆด้วยวิชาพาหุยุทธ์มวยไทยได้ในทันทีที่ต้องป้องกันตัวเฉกเช่นเดียวกับวิชาป้องกันตัวทั่วโลกเช่นกัน เหล่านี้ ก็จะอาศัยช่องโหว่ทางเอกสารจารจารึกเพื่อย่ำยีเรากันต่อไป ผมฝากให้ช่วยกันคิดด้วยครับ ตลอดมาเราโดนโจมตีวิชาโดยอ้างเอกสารจารึกเป็นประจำ................และยังคงอยู่...................

ส่วนการที่ผมกล่าวว่าศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงไม่บริสุทธิ์นั้นเป็นเพราะผมจะหมายเจตนาไปที่กายวิภาคครับ เนื่องจากการศึกการสงครามยามต้องตะลุมบอนสรีระของคนแต่ละชาติต่างกันไม่สามารถทนการปะทะได้เท่ากัน การนำเอาประสบการณ์การรบที่มีทั้งชนะและพ่ายแพ้มาปรับปรุงต่อบุคคลากรในทัพเพื่อหวังผลแห่งความสมบูรณ์แห่งกองทัพย่อมมี เช่นจีนอยู่ในภูมิประเทศที่หนาวเย็นจะมีกล้ามเนื้อสีแดงที่เหมาะสำหรับการยืดหยุ่นมากกว่าคนไทยที่อยู่ในภูมิประเทศอบอุ่นซึ่งมีกล้ามเนื่อสีขาวที่มากกว่าสีแดงที่ยังผลในเรื่องความอดทนมากกว่า และการนำเอาประสบการณ์การรบมาผนวกเข้ากับสรีระมนุษย์นั้นย่อมถูกปรับปรุงให้เข้ากันเพื่อความเหมาะสม ซึ่งระยะที่ผมกล่าวถึงนี้อาจหมายรวมถึงตั้งแต่มนุษย์คิดค้นวิธีการนำหิน แร่เหล็ก มาทำเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จึงเป็นเหตุทำให้ผมคิดว่ามีการปรับปรุงแก้ไขกันมาก่อนที่จะมาเป็นชื่อแต่ละสายวิชาร่วม5000-10000ปีก่อนนู้นครับ เช่นกันครับเพราะสงครามที่กลายเป็นสงครามศาสตราวุธไม่ใช่สรรพยุทธอย่างแต่ก่อนจึงไม่จำเป็นที่ต้องแก้ไขอันใดในหลักของวิชาต่อไป(พอจะเข้าใจมั๊ยครับ)และด้วยความที่กลายเป็นสงครามศาสตราวุธนั้นส่งผลกระทบต่อวิชาการต่อสู้มือเปล่าเป็นอย่างมาก จึง ตั้งกลุ่มเพื่ออนุรักษ์ค้นคว้าศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาความสอดคล้องของหลักการรบในอดีตที่ตรงกันกับวิชาที่ศึกษาอยู่เพื่อบอกเล่าประสบการณ์บรรพชนต่อลูกหลาน ซึ่งอย่างที่ผมเล่าให้อ่านในช่วงกลางๆเช่นกัน ที่เราทราบแล้วว่า พาหุยุทธ์วิชาที่อยู่ในมวยไทยไชยา มีการสืบทอดและสั่งสมกันมาเป็นระยะเวลายาวนานร่วม2000ปีจวบจนปัจจุบันก็ยังคงรักษาวิชาพาหุยุทธ์ไว้บนพื้นฐานสามขุมที่บูรพาจารย์ให้เรา ตามที่มีที่มาตามเจตนารมณ์บูรพคณาจารย์ครับ
อ้างอิง:โดย ชะวัชชัย ภา ติณธุ---หากพิจารณาย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นยุคใดในสุวรรณภูมินี้ก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า อารยธรรมชมพูทวีปนั้น มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในภูมิภาคนี้ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเอเชียจะรับวัฒนธรรมของชาวเอเชียด้วยกัน ความกลมกลืนอันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญจนเราเชื่อกันว่า ความเจริญรุ่งเรืองได้ถึงซึ่งความสูงสุดในยุคสมัยกรุงสุโขทัย แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลทางความคิดจากพุทธศาสนานั้น คนสุโขทัยต่างศึกษาได้อย่างลึกซึ้งเข้าถึงความแท้บริสุทธิ์ของเรื่องราวทาง พุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ครั้นเมื่อมาแสดงออกในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นแขนงใดก็ตาม ย่อมมีความเจริญและพัฒนาควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อเข้าสู่จุดอิ่มตัวสูงสุดจึงพ้นอิทธิพลใดๆ ทั้งปวง ลักษณะเช่นนี้ฝรั่งเรียกว่าคลาสสิก (Classic) นั้นคือ มีแบบแผนตามลำดับจนหาแบบแผนของตนเองได้อย่างแท้จริง (ตรงนี้ถ้าเทียบกับมวยไชยาคือเราก็ยึดในสามขุมเป็นท่าแม่เป็นท่าครูเราซึ่ง ก็เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า"มีแบบแผนตามลำดับจนหาแบบแผนของตนเองได้อย่างแท้จริง")ลักษณะเช่นนี้บอกให้รู้ว่า ตราบใดที่คนไทยยังคงสืบความเชื่อทางพุทธศาสนาอยู่ ตราบนั้นศิลปวัฒนธรรมจะเติบโตตามครรลองของหลักธรรมพุทธศาสนาแสดงเอกลักษณ์ เด่นชัดให้เห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย จะเห็นว่าจากสุโขทัยมาอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เจดีย์ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีวันหลุดจากความเป็นไทย
เช่นกันครับ พาหุยุทธ์ของเราก็จัดอยู่ในมูลเหตุClassicเช่นกันครับ

 3 
 on: September 05, 2010, 05:18:35 AM 
Started by paekubpom - Last post by อจล
พื้นฐานเมื่อแรกๆ มันเหนื่อยๆๆ เมื่อหลังๆ มันล้าๆ เมื่อกาลข้างหน้ามันสำคัญเด้อครับพี่น้อง
ว่าแต่ว่า ใครเป็นมั่ง พอสั่งดีดแข้งทีไร ใจมันบอกว่าจะโดนกี่ยก หว่า

 4 
 on: September 04, 2010, 10:21:25 AM 
Started by ez2dj - Last post by lingyai
ขอให้ครูสุขภาพแข็งแรง มีพลานามัยที่สมบูรณ์ จิตใจแจ่มใส
และเิงินทองมีใช้ตลอดเวลาครับผม

 5 
 on: September 04, 2010, 06:22:05 AM 
Started by paekubpom - Last post by เดียวดายใต้เงาจันทร์
เพราะพื้นฐานวิชา นอกจากจะเป็นไปตามท่านเจ้าของกระทู้ว่าไว้แล้ว
พื้นฐานยังทำให้เราทราบได้ว่า ครูบาอาจารย์ ท่านได้คิดค้นวิธีการฝึกศิษย์ให้สามารถได้ใช้อวัยวะทั้งหมดในร่างกายเพื่อเป็นอาวุธรุกรับได้อย่างสมบูรณ์
อีกทั้งพื้นฐานของวิชาเสมอเหมือนรากแก้วของต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตผลิดอกออกผลไป แต่รากแก้วก็ยังคงดูดซับอาหารเพื่อเลี้ยงลำต้นให้คงอยู่ เช่นนั้น ความสำคัญของพื้นฐานวิชาทำให้เราทราบได้ว่าวิชานี้มีที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์แห่งบรรพจารย์เพื่อคิดค้นวิธีที่จะสามารถทำให้วิชาดำรงค์คงอยู่และบอกเล่าความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์บรรพชน ตราบใดที่มีพื้นและฐาน ก็จะสามารถทำให้เราทราบได้ว่า เคยมีสิ่งก่อสร้างอยู่บนพื้นและฐานนี้

 6 
 on: September 03, 2010, 12:42:42 PM 
Started by paekubpom - Last post by เดียวดายใต้เงาจันทร์
มวยไชยา....ขออนุญาตตอบในฐานะที่ทั้งตัวและหัวใจจิตวิญญาณเกิดมาเพื่อมวย ไชยาจริงๆ มิมีอื่นเจือปน........ไปจนถึง.......สอดประสานร่วมกันจน เป็นหนึ่งเดียวดั่งสายน้ำ ตีได้ตี จับได้ให้จับ ทุ่มได้ให้ทุ่ม หักได้ให้หักฯลฯ แล้วแต่สถานะการณ์นั้น ๆ ครับ

เครดิตครูแปรงครับ

พออ่านถึง ตีได้ตี จับได้จับ....ฯลฯ   ผมคิดถึงครูเลยครับ _/\_ Smiley
ผมขออนุญาต เรียกว่า สัญชาตญาณแห่งสามขุม............ได้มั๊ยครับ

ขอเพิ่มเติมเนื้อหาเชิงหลักฐานทางโบราณคดีอีกชิ้นที่สามารถยืนยันเรื่องการส่งต่อวิชาที่สมบูรณ์ครบองค์
อันดับแรก ตามที่คุณez2djว่าไว้ครบถ้วนทุกกระบวนความครับ
อันดับสองสาระในตัววิชาเรื่องทุ่มทับจับหัก ปรากฏ พบในวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยแต่โบราณ ตามที่หาหลักฐานได้ร่วม2000ปีนับย้อนหลังครับ ปรากฏในจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่าด้วยเรื่องการปล้ำมวย(อันนี้ผู้ฝึกยอมทราบดีว่า การปล้ำที่กล่าวถึงนั้นย่อมมีการจับ วิธีจับ และอื่นๆ ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ)
อันดับสาม ในพงศาวดารไทยเองปรากฏชัดเรื่องการปล้ำมวยที่มีอยู่จริงๆในระยะเวลาของตัวพงศาวดารเองก็ระบุร่วมราวประมาณ1000ปีทั้งหมดครับ
อันดับสี่ การปรากฏมีฤาษีดัดตนให้เห็นเด่นชัดใน พ.ศ.2331เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (ปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ )เป็นวิชาที่ว่าด้วยการดัดอวัยวะร่างกาย ในตัววิชาเองย่อมรู้จุดเจ็บจุดปวด และจุดตาย คงไม่มีเหตุอันใดให้พึงสงสัยได้ว่าจะไม่ถูกนำมาประกอบในวิชาการต่อสู้(ก็ไม่ได้ถึงมวยไชยาเอาวิชาฤาษีดัดตนมาใช้นะครับ มันอาจจะเป็นเพราะการเจ็บปวดเมื่อยล้าในศึกสงครามทำให้เกิดการดัดตนเพื่อผ่อนคลายก็เป็นได้ครับ ผมไม่อยากให้คิดว่าอะไรเกิดก่อนหลัง แต่อยากให้คิดว่าการออกกำลังกายใดในบรรพชนย่อมเป็นผลจากการเพียรศึกษาในระบบกายวิภาคมนุษย์เพื่อใช้ร่างกายในงานด้านต่างๆกันครับ แต่ในมุมกลับ ตั้งแต่เกิดมาผมต่อยคนก่อนนวดตัวเองครับ) เนื่องจากบ้านเมืองราว2000ปีร่วมมาก็มีจารึกปรากฏสงครามตลอด และ ก็ไม่เหมือนกับโยคะ โดยเฉพาะท่าดัดตนของไทยไม่ใช่ท่าผาดโผนหรือฝืนร่างกายจนเกินไป ส่วนใหญ่เป็นท่าดัดตามอิริยาบถของคนไทย(ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับกายวิภาคไทยครับ)ซึ่งฤาษีดัดตนเองก็มีมาก่อนพุทธกาลเช่นกัน
วิธีการต่อสู้ของมนุษย์นั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตตัวเอง เป็นการปรากฏในสัญชาตญาณของตัวเองอยู่แต่ต้น ไม่ว่าใครเกิดมาแม้ไม่ได้เรียน ถ้าต้องตะลุมบอนกัน ล้มลุกคลุกคลานกันมาทั้งนั้น แต่มวยไชยามีวิชาที่เป็นแบบแผนของการจัดการสัญชาตญาณการต่อสู้ให้สามารถใช้ได้เป็นระบบมากขึ้นและกระทำได้อย่างตั้งใจที่จะเลือกกระทำ
เพราะฉะนั้นวิชาพาหุยุทธ์มวยไชยานี้มีไว้เพื่อพัฒนาสัญชาตญาณการต่อสู้ครับ และถ้ารวมกับคำถามเรื่องพื้นฐาน ก็จะได้คำตอบครับว่า เนื่องจากมวยไชยานั้นประกอบด้วยพื้นและฐานที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ และในเมื่อการที่สัญชาตญาณการต่อสู้ถูกพัฒนาด้วยระบบพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบย่อมทำให้การส่งต่อสามขุมของบูรพาจารย์ไม่ขาดช่วงและสมบูรณ์ที่สุดตามแบบฉบับโบราณครับ

 7 
 on: September 03, 2010, 09:37:21 AM 
Started by paekubpom - Last post by ez2dj
แหมก็เล่น ตอบซะหมดแล้ว จะใส่อะไรเพิ่มละครับเนี่ย ^_^

 8 
 on: September 03, 2010, 09:36:44 AM 
Started by paekubpom - Last post by ez2dj
มวยไชยา....ขออนุญาตตอบในฐานะที่ทั้งตัวและหัวใจจิตวิญญาณเกิดมาเพื่อมวย ไชยาจริงๆ มิมีอื่นเจือปนหากไม่พ้องต้องกับผู้อื่นก็ต้องขออภัยนะครับ  จากใจจริงๆครับ   ก่อนตีความมวยไชยาในรายละเอียดอื่นๆ เราต้องมาย้อนต้นกันก่อนว่ามวยไชยามิใช่มวยใต้ที่ก่อกำเนิดจากเมืองไชยา  แท้จริงมวยไชยาเป็นมวยในกองทนายเลือกวังหลวง เป็นมวยรักษาพระองค์ที่เป็นหน่วยสำคัญที่สุดใกล้ชิดองค์พระประมุขที่สุดกว่า ทหารหรือตำรวจเหล่าใด ประมาณรัชการที่ ๓ จึงไปไชยา สูงสุดแล้วที่ได้ไป สูงสุดในทุกมิติทั้งมือเปล่าและอาวุธ  หมายถึงเมื่อพระมหากษัตริย์ออกรบหน่วยนี้ก็ต้องติดตามใกล้ชิดที่สุดเป็นทั้ง หน้าช้างเป็นทั้งจตุรงค์บาทและอีกหลาย ๆ ชั้นหลายวงเป็นรัศมีรอบทิศ สภาพการรบรุกตลุมบอนแบบโบราณย่อมสั่งสมเคี่ยวกรำวิชาแห่งชีวิตนี้มาอย่าง เอกอุ ในทุกมิติทุกสถานการณ์ทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกๆจำนวนศัตรูที่รุมล้อมรุมรบ  ไทยมิเคยมีกำลังมากกว่ากว่าผู้รุกราน จะใหญ่จะเล็กไม่มีโอกาสหลบลี้หลีกหนี
        
ศักดิ์ศรีแห่งทนายเลือกที่เป็นมวยหลวงจะแบ่งชั้นกับมวยราษฎร์พอควร  อ.เขตร, ครูทอง ท่านแรงมากในเรื่องนี้ ผมเองก็ได้รับอิทพลให้รู้สึกหยิ่งในศักดิ์ศรีแห่งสายวิชาของตนมิให้ปนกับ วิชาใด(มิได้หยิ่งยโสนะครับ) ทั้งนี้เพื่อส่งต่ออย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นเอง   เคล็ดวิชาหลักวิชามีครบมาแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นเหยาะ ย่าง ยัก เยื้อง ป้องปัดปิดเปิด ล้มลุกคลุกคลาน ทุ่มทับจับหักฯลฯ  ซึ่งมีครบทุกเคล็ดอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วก่อนลงใต้  ทุกเคล็ดวิชามีเคล็ดซ้อนเคล็ดมากมายครับ เนื่องเพราะมวยไชยาเป็นศาสตร์ การคุมมวยแบบไชยาเป็นแม่บทเมนหลักอันสำคัญที่บูรพาจารย์ท่านกำหนดด้วยปัญญา อันลุ่มลึกแหลมคมแล้วว่าดีเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงมี เพราะได้รับยกย่องว่ามวยไชยาเป็นมวยที่จรดมวยรัดกุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน(กรุณาอย่ามั่นไส้นะครับเป็นคำกล่าวของปราชญ์ในอดีต ครับ) อนาคตมวยต่างๆโดยเฉพาะมวยที่มีมิติการเข้าทุ่มจะจรดมวยแบบไชยาตอนนี้ก็เริ่ม มีให้เห็นกันบ้างแล้ว
        
ลักษณะมวยไชยาเป็นการรับด้วยมุมแหลมของอวัยวุธที่มาจากการจรดมวย ทุกมุมทุกมิติของท่าคุมมวยไชยาจะเต็มไปด้วยเหลี่ยมด้วยมุมรอบตัวคอยส่ายรับ การจู่โจม เป็นเส้นสายลวดลายของวิชา จึงมีเอกลักษณ์อัตลักษ์ในการจรดมวยอย่างที่เห็นครับ อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้เคล็ดหลักวิชาที่มีทั้งหมดให้สอดประสานร่วมกันจน เป็นหนึ่งเดียวดั่งสายน้ำ ตีได้ตี จับได้ให้จับ ทุ่มได้ให้ทุ่ม หักได้ให้หักฯลฯ แล้วแต่สถานะการณ์นั้น ๆ ครับ

นำมาจากบอร์ดที่ครูแปรงไปตอบไว้ให้ครับ ^_^ ตอนนี้แจ้งล็อคอินให้ครูแล้วเรียบร้อย เดียวครูคงหาเวลาเข้ามาคุยด้วยครับ

 9 
 on: September 03, 2010, 05:41:03 AM 
Started by ez2dj - Last post by อจล
ขอให้ครูมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของศิษย์นานเท่านาน

 10 
 on: September 02, 2010, 11:21:57 PM 
Started by paekubpom - Last post by paekubpom
พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญอย่างไร ทำไมต้องฝึกให้ถูกต้อง คำถามนี้มันผุดขึ้นมาในใจผม ถ้าเรียนรู้จากประสบการณ์ ผมก็บอกได้หลายอย่าง เช่น มวยเราจะได้ไม่ผิดเพี้ยนไป เป็นต้น แต่ถ้าเอาจริงๆแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับคนใช้ด้วยและคนฝึกด้วย

สำหรับผมแล้ว ความสำคัญของพื้นฐาน คือ ความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันก็เหมือนกับเรียนหนังสือ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ถ้าเราบวกลบคูณหารไม่เป็น เราก็คงไปเรียนอย่างอื่นต่อไม่ได้ ถ้าเราไม่แน่น เราไปเรียนที่สูงกว่าก็จะยิ่งยากและผิดมากขึ้นเท่านั้น พื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหนก็ต้องฝึกพื้นฐานไว้ก่อน อย่างน้อยๆ หนึ่งคือได้กำลัง สองคือได้ทักษะ สามคือการทบทวน

ซึ่งหากพื้นฐานเราแน่นมาก เวลาเราจะแตกท่าต่างๆออกไปก็จะยิ่งง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น คิดได้มากขึ้น เช่นว่า เราจะนำมาใช้ได้อย่างไรให้เหมือนกับที่ครูใช้ แม้มันจะเป็นเพียงแค่พื้นฐาน แต่รวมๆแล้วมันก็เยอะน่ะครับ ถ้าเวลาเราต่อสู้กันจริง บางคนก็อาจจะสังเกตเห็นว่า ทำไมเราถึงเข้าไม่ได้ แล้วทำไมเข้าถึงเข้าได้ยาก นั่นแหละคำตอบมันอยู่ในนั้น ผมก็หาวิธีที่จะใช้มันให้ได้มากที่สุด แต่เจ็บตัวน้อยที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ ไม่ได้เกิดจากการลองหรือฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องคิดด้วยว่าจะเอาไปใช้อย่างไรให้ถูกต้องและดีที่สุด ถ้าเราไม่มีครูแล้ว เราก็คงจะเดินทางผิดไปมากเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นก็หมั่นฟังครูให้มากๆครับ มีคำถามอะไรก็ถามครูได้เลย เจอปัญหาอะไรก็พยายามถามหรือพยายามหาให้เจอ แล้ววันนึงมันจะเจอครับ ไม่ว่าจะเจอด้วยตัวเองหรือใครบอกก็เหมือนกันและครับ อย่างน้อยๆ พอฝึกพื้นฐานแน่นแล้ว ก็ไม่ต้องกลับไปนึกมันใหม่อีก ไม่ต้องนึกถึงกำลังอีก แต่ก็ควรหมั่นฝึกฝนนั่นแหละครับ

แล้วทุกๆท่านคิดว่าพื้นฐานสำคัญอย่างไรครับ?

Pages: [1] 2 3 ... 10


Login with username, password and session length

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!