Author Topic: วันนี้ขอนำ"บทดอกสร้อย"2505 มาให้อ่านกันครับ(คุณ อจล น่าจะชอบ)  (Read 3477 times)

เห็นนามแฝงผมเปลี่ยนไปถ้าสงสัย ก็ ผมโอ๊ตนี่แหละ แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าทำไมถึง"ศรศิลป์"พอดีไปอ่านพบเรื่อง"ศรศิลป์"เข้าเลยเกิดความชอบส่วนตัวในวิถีของศรและเรื่องราวระหว่างพ่อกับลูกเท่านั้นเองครับ.....
วันนี้มีบทกลอนดอกสร้อยมาฝากครับเป็นบทเรียนตั้งแต่2505ผมเองยังไม่เห็นโลกนี้เลยครับ.....
และ ก็เห็นว่าในเยาว์วัยผมก็ไม่เคยได้ท่องบทพวกนี้เลย ทั้งที่รุ่น พ่อรุ่นแม่เราได้เรียนได้ท่องกัน.....
ความสำคัญ..... ก็ถือซะว่าเป็นความปราถนาของคณาจารย์ไทยในอดีตที่จะสั่งสอนให้ศิษย์จำ กระทำแต่ความดี และ ให้จำเรื่องราวอันหลากหลาย ด้วยคำคล้องจองแล้วกันนะครับ..... หากท่านใดเห็นประโยชน์ก็ขอโมทนาด้วยเช่นกันครับ

เด็กน้อย (อันนี้เคยท่องบ้างครับ ตอนเด็กๆ)
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย  ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา  เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน  จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน   เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ 

ตั้งไข่
ตั้งเอ๋ยตั้งไข่  จะตั้งใย ไข่กลม ก็ล้มสิ้น
ถึงว่า ไข่ล้ม จะต้มกิน  ถ้าตกดิน เสียก็อด หมดฝีมือ
ตั้งใจ เรานี้ จะดีกว่า  อุตส่าห์ อ่านเขียน เรียนหนังสือ
ทั้งวิชา สารพัด เพียรหัดปรือ  อย่าดึงดื้อ ตั้งไข่ ร่ำไรเอย ฯ

แมวเหมียว (อันนี้ก็เคยท่องบ้างครับแต่ก็จำได้ไม่ครบ)
แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างปราดเปรียวเป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียว ๆ เดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง ค่ำ ๆ ซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญ พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย ฯ 

นกขมิ้น
ปักเอ๋ยปักษิน  นกขมิ้นเรื่อเรืองเหลืองอ่อน
ถึงเวลาหากินก็บินจร  ครั้นสายัณห์ผันร่อนมานอนรัง
ความเคยคุ้นสกุณาอุตสาหะ  ไม่เลยละพุ่มไม้ที่ใจหวัง
เพราะพากเพียรชอบที่มีกำลัง  เป็นที่ตั้งตนรอดตลอด เอย ฯ

จิงโจ้
จิงเอ๋ยจิงโจ้  เล่นโล้ในลำสำเภาใหญ่
เพื่อออกแรงออกกำลังโดยตั้งใจ  ที่จะให้เข้มแข็งและอดทน
เรานักเรียนต้องไม่คร้านการกีฬา  เรื่องพลศึกษาต้องฝึกฝน
ให้แข็งแรงถ้วนทั่วทุกตัวตน  เพื่อเป็นคุณแก่ตนและชาติ เอย ฯ

ซักส้าว
ซักเอ๋ยซักส้าว  ผลมะนาวทิ้งทานในงานศพ
เข้าแย่งชิงเหมือนสิ่งไม่เคยพบ ไม่น่าคบเลยหนอพวกขอทาน
ดูประหนึ่งขัดสนจนปัญญา มีทางหากินได้หลายสถาน
ประหลาดใจเหตุไฉนไม่ทำงาน  ประกอบการอาชีพที่ดี เอย ฯ

ตุ๊ดตู่
ตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่  ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้
ขี้เกียจนักหนาระอาใจ  มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ
ชาติขี้เกียจเบียดเบียนแต่เพื่อนบ้าน  การงานสักนิดก็คิดหลบ
ตื่นเช้าเราจักหมั่นประชันพลบ  ไม่ขอพบขี้เกียจเกลียดนัก เอย ฯ

เรือเล่น
เรือเอ๋ยเรือเล่น  สามเส้นเศษวาไม่น่าล่ม
ฝีพายลงเต็มลำจ้ำตะบม  ไปขวางน้ำคว่ำจมลงกลางวน
ทำขวาง ๆ รี ๆ ไม่ดีหนอ  เที่ยวขัดคอขัดใจไม่เป็นผล
จะก่อเรื่องเคืองข้องหมองกมล  เกิดร้อนรนร้าวฉานรำคาญ เอย ฯ

นกเอี้ยง
นกเอ๋ยนกเอี้ยง  คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า
แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา  แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย
เปรียบเหมือนคนทำตนเป็นกาฝาก  รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย
หนึ่งงานหนักคอยสมัครงานสบาย  จึงน่าอายเพราะเอาเยี่ยงนกเอี้ยง เอย ฯ

นกกิ้งโครง
นกเอ๋ยนกกิ้งโครง  หลงเข้าโพรงนกเอี้ยงเถียงเจ้าของ
อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียงร้อง  เจ้าของเขาว่าหน้าไม่อาย
แต่นกยังรู้ผิดรัง  นักปราชญ์รู้พลั้งไม่แม่นหมาย
แต่ผิดรับผิดพอผ่อนร้าย  ภายหลังจงระวังอย่างพลั้ง เอย ฯ

ไก่แจ้
ไก่เอ๋ยไก่แจ้  ถึงยามขันขันแซ่กระชั้นเสียง
โก่งคอเรื่อยร้องซ้องสำเนียง  ฟังเพียงบรรเลงวังเวงดัง
ถ้าตัวเราเหล่านี้หมั่นนึก  ถึงคุณครูผู้ฝึกสอนสั่ง
ไม่มากนักสักวันละสองครั้ง  คงตั้งแต่สุขทุกวันเอย ฯ

จ้ำจี้
จ้ำเอ๋ยจ้ำจี้  เพ้อเจ้อเต็มทีไม่มีผล
ดอกเข็มดอกมะเขือเจือระคน  สับสนเรื่องราวยาวสุดใจ
เขาจ้ำแจวจ้ำพายเที่ยวขายของ  เร่ร้องตามลำแม่น้ำไหล
ชอบรีบแจวรีบจ้ำหากำไร  จ้ำทำไมจ้ำจี้ไม่ดีเอย ฯ

กาดำ
กาเอ๋ยกาดำ  รู้จำรู้จักรักเพื่อน
ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน  รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา
ต่างกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก  น่ารักน้ำใจกระไรหนา
การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา  มันโอบอารีรักดีนักเอย ฯ

แมงมุม
แมงเอ๋ยแมงมุม  ขยุ้มหลังคาที่อาศัย
สั่งสอนลูกรักให้ชักใย  ลูกไกลไม่ทำต้องจำตี
ได้ความเจ็บแค้นแสนสาหัส  เพราะขืนขัดถ้อยคำแล้วซ้ำหนี
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าเป็นดังเช่นนี้  สิ่งไม่ดีครูว่าอย่าทำเอย ฯ

มดแดง
มดเอ๋ยมดแดง  เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน
ใครกล้ำกลายมาทำร้ายถึงรังมัน ก็วิ่งพรูกรูกันมาทันที
สู้ได้หรือมิได้ใจสาหัส ปากกัดก้นต่อยไม่ถอยหนี
ถ้ารังเราใครกล้ามาราวี  ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอย ฯ

ตุ๊กแก
ตุ๊กเอ๋ยตุ๊กแก  ตับแก่แซ่ร้องกึกก้องบ้าน
เหมือนเตือนให้งูรู้อาการ น่ารำคาญเสียแท้ ๆ แส่จริงจริง
อันความลับเหมือนกับตับที่ลับแน่  อย่าตีแผ่ให้กระจายทั้งชายหญิง
ที่ควรปิดปิดไว้อย่าไหวติง  ที่ควรนิ่งนิ่งไว้ในใจเอย ฯ

กระต่าย
กระเอ๋ยกระต่าย  มุ่งหมายเสาะหาแต่อาหาร
เผลอนิดติดแร้วดักดาน  ลนลานเชือกรัดมัดต้นคอ
จะทำการสิ่งไรให้พินิจ  อย่าคิดแต่ละโมภโลภลาภหนอ
เห็นแต่ได้ไขว่คว้าไม่รารอ  จะยื่นคอเข้าแร้วยายแก้วเอย ฯ

โพงพาง
โพงเอ๋ยโพงพาง  ทอดขวางตามลำแม่น้ำไหล
มัจฉาตาบอดลอดเข้าไป  ติดอยู่ในข่ายขึงตรึงตรา
ตาบอดอยู่ประสาตัวตาบอด  อย่าทำสอดตาเห็นเช่นว่า
ควรเสงี่ยมเจียมพักตร์รักกายา  อวดฉลาดพลาดท่าพาจนเอย ฯ

เจ้าการะเกด
เจ้าเอ๋ยเจ้าการะเกด  ขี่ม้าเทศถือกฤชจิตเจ้ากล้า
คอยระวังไพรีจะมีมา  การรักษาหน้าที่ดีสุดใจ
อันถิ่นฐานบ้านช่องต้องรักษา  หมั่นตรวจตราเย็นเช้าเอาใจใส่
อย่าเลินเล่อเผลอพลั้งระวังภัย  ถ้าหากใครมัวประมาทมักพลาดเอย ฯ

โมเย
โมเอ๋ยโมเย  ไปทะเลเมาคลื่นฝืนไม่ไหว
ให้อ่อนจิตอาเจียนวิงเวียนไป  พักอาศัยจอดนอนก็ผ่อนคลาย
อันเมาเหล้าเมายามักพาผิด  และพาติดตนอยู่ไม่รู้หาย
จะเลื่องลือชื่อชั่วจนตัวตาย  อย่าเมามายป่นปี้ไม่ดีเอย ฯ

เท้งเต้ง
เท้งเอ๋ยเท้งเต้ง  คว้างเคว้งอยู่ในลำแม่น้ำไหล
ไม่มีเจ้าของปกครองไป  ต้องลอยตามน้ำไปโคลงเคลง
เหมือนใครลอยโลเลไม่ยุดหลัก  คนขี้มักกลุ่มรุมกันคุมเหง
ต่อความดีป้องตนคนจึงเกรง  อย่าเท้งเต้งมดตะนอยจะต่อยเอย ฯ

นกเขา
นกเอ๋ยนกเขา  ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง  เสนาะเสียงเพียงจะรีบงีบระงับ
อันมารดารักษาบุตรสุดถนอม  สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมลับ  หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย ฯ

จันทร์เจ้า
จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า  ใครขอข้าวขอแกงท้องแห้งหนอ
ร้องจนเสียงแห้งแหบถึงแสบคอ  จันทร์จะขอให้เราก็เปล่าดาย
ยืมจมูกท่านหายใจเห็นไม่คล่อง  จงหาช่องเลี้ยงตนเร่งขวนขวาย
แม้นเป็นคนเกียจคร้านพานกรีดกราย  ไปมัวหมายจันทร์เจ้าอดข้าวเอย ฯ

ช้างพลาย
ช้างเอ๋ยช้างพลาย  ร่างกายกำยำล่ำสัน
กินไผ่ใบดกตกมัน  ดุดันโดยหมายว่ากายโต
มนุษย์น้อยนักหนายังสามารถ  เอาเชือกบาศคล้องติดด้วยฤทธิ์โง่
อย่าถือดีดังช้างทำวางโต  จะยืนโซติดปลอกไม่ออกเอย ฯ

จุ๊บแจง
จุ๊บเอ๋ยจุ๊บแจง  เจ้ามีแรงควักข้าวเปียกให้ยายหรือ
เห็นจะเป็นแต่เขาเล่าลือ  จะยึดถือเอาเป็นจริงยังกริ่งใจ
ความเลื่องลือต่อต่อก่อให้วุ่น  อย่าเพ่อฉุนเชื่อนักมักเหลวไหล
ควรฟังหูไว้หูดูดูไป  พกหินไว้มีคุณกว่านุ่นเอย ฯ

ดุเหว่า
ดุเอ่ยดุเหว่า ฝีปากเจ้าเหลือเอกวิเวกหวาน
ผู้ใดฟังวังเวงบรรเลงลาญ น่าสงสารน้ำเสียงเจ้าเกลี้ยงกลม
เป็นมนุษย์สุดดีก็ที่ปาก  ถึงจนยากพูดจริงทุกสิ่งสม
ไม่หลอนหลอกปลอกปลิ้นด้วยลิ้นลม คนคงชมว่าเพราะเสนาะเอย ฯ

นกกระจาบ
นกเอ๋ยนกกระจาบ  เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน
มาสอดสอยด้วยจงอยปากของตน  ราวกับคนช่างพินิจคิดทำรัง
ช่างละเอียดเสียดสลับออกซับซ้อน  อยู่พักร้อนนอนร่มได้สมหวัง
แม้นทำการหมั่นพินิจคิดระวัง  ให้ได้ดังนกกระจาบไม่หยาบเอย ฯ

หนูหริ่ง
หนูเอ๋ยหนูหริ่ง  ไววิ่งซ่อนซุกกุกกัก
ค้อนทับกับแจ้แย่ตารัก  เพราะชั่วนักไม่น่าจะปราณี
จะกินได้หรือมิได้ก็ไม่ว่า  ชั้นผ่อนผ้ากัดค้นจนป่นปี้
ทำสิ่งใดใช่ประโยชน์แม้นโทษมี  เป็นไม่ดีอย่าทำจงจำเอย ฯ

ลิงลม
ลิงเอยลิงลม  ไฉนอมข้าวพองตรองไม่เห็น
ลิงก็มีฟันเขี้ยวเคี้ยวก็เป็น  มาอมนิ่งเล่นเล่นไม่เห็นควร
แม้ทำการสิ่งใดไม่ตลอด  มาท้อทอดกลางคันคิดหันหวน
ทำโอ้โอ้เอ้เอ้ลงเรรวน  คนจะสรวลบัดสีไม่ดีเอย ฯ

อิ่มก่อน
อิ่มเอ๋ยอิ่มก่อน  รีบจะไปดูละครโขนหนัง
ทิ้งสำรับคับค้อนไว้รุงรัง  เหมาคนอิ่มทีหลังให้ล้างชาม
การเฝ้าเอาเปรียบกันอย่างนี้  มิดีหนอเจ้าฟังเราห้าม
คบเพื่อนฝูงจงอุตส่าห์พยายาม  รักษาความสามัคคีจะดีเอย ฯ

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)
วังเอ๋ยวังเวง     หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล     ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ     ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล     แลทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย..... 

ความเอ๋ย ความรู้     เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว
หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป     ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา     ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น
หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน     กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอย..

จบกลอนดอกสร้อยครับ.....อาจจะยังมีอีกหรือเปล่าหาทราบได้ ผมค้นได้เพียงเท่านี้ครับ.....

อ้อ อันต่อไปนี้เป็นบทหัดอ่าน เป็นเรื่องช้างที่คุณ อจล เคยเขียนเรื่องตานกเอี้ยงรึเปล่าไม่ทราบครับ เห็นแต่คล้ายกันลองอ่านดูนะครับ.....
เจ็ด เป็ด เอ็ด เผ็ด เข็ด เม็ด แดด แปด จด บด อด ผด ซด หด มด รด ลด โดด โพด ปอด ถอด ปวด อวด ชวด นวด เบียด เอียด เดือด เชือด เลือด เปิด เชิด(ไม่รู้ผมคัดลอกผิดหรือไม่อย่างไรขออภัยล่วงหน้าครับ)
ช้างพลายตัวหนึ่ง อวดดีว่าร่างกายใหญ่โตไม่กลัวใคร ใครจะกรีดหน้าขวางตาไม่ได้ เที่ยวอาละวาดอยู่ในป่า ครั้นเจอะมดแดงรังใหญ่ ที่ติดอยู่กะกิ่งไม้ จึงร้องตวาดไปว่าเจ้าตัวนิดๆ เจ้าจะสู้ข้าได้หรือ ว่าแล้วก็เอางวงฟาดไป หมายจะให้รังมดแดงหลุด มดแดงก็กรูกัน เข้ากัดทั่งทั้งตัว และเข้าไปกัดในช่องหู ในรูงวง จนช้างได้ความลำบากมาก ทนปวดไม่ไหว ก็ล้มลง ร้องอู้ไป แทบขาดใจ
มดเอ๋ย มดแดง เรี่ยวแรงทายาด อาจหาญ ใครแกล้งแย่งรังระราน ก็วิ่งกรูพรูทะยานกัดทันที สู้ได้หรือไม่ได้น้ำใจอด ทรหดกัดติดไม่คิดหนี เมืองเราใครมาแกล้งราวี ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอยฯ.....(เอ สำนวนท้ายๆนี่แอบแฝงเรื่องชาตินิยมหรือเปล่าครับ.....อย่าซีเรียสนะครับเป็นยุคหนึ่งๆที่คนไทยผ่านมันมาได้ครับ.....)

อจล

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 64
    • View Profile
ชอบมากครับ คำเก่าโบราณเขียนไว้ ฝากลูกหลาน แต่นานวันผันเปลี่ยนเวียนวิถี
คำคม คำเปรียบค่อยลดหาย มีแต่คำหยาบกระด้าง หยาบโลน ล้นกาย
หมายบอกว่าข้านี่เท่ มีนิยม แต่ก็มีบางคนได้ค้นคิด ปะติดปะต่อล้อคำ ยึดคำเ่ก่า
เล่าเรื่องราว ผ่านหนังสือน่าสนใจ อ่านแล้วได้ความดีมีคุณ ผ่านมาผ่านไปย้อนความเก่า
เอาไว้สอนตัวเองและสานต่อ 

ขอบคุณ ศิษย์พี่โอ๊ต (ศรศิลป์)
ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากปรึกษาเกี่ียวกับการหาจุดสิ้นสุดของ กรมทนายเลือกครับว่า สุดท้ายหายไปไหน
ตามมาได้ในหนังสือปริทรรศน์มวยไทยก็จบลงในสมัย ร.6 นะครับ ผิดถูกแนะนำกันครับ

.....ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากปรึกษาเกี่ียวกับการหาจุดสิ้นสุดของ กรมทนายเลือกครับว่า สุดท้ายหายไปไหน
ตามมาได้ในหนังสือปริทรรศน์มวยไทยก็จบลงในสมัย ร.6 นะครับ ผิดถูกแนะนำกันครับ
ก่อนอื่น ขอยกเป็นกระทู้น้ำท่วมในอดีตมาชมคุณ อจล ในกระทู้นี้ครับ ผมอ่านข้อความคุณ อจล ครั้งหลังมาผมอมยิ้มได้ทันที หากมีคนมากมายคิดได้อย่างคุณ อจล เราจะมีความสุขกันมากทีเดียว.....ขอคารวะจิตที่ดีงามครับ

เรื่องกรมทนายเลือกหายไปไหนนั้น ส่วนหนึ่ง ผมยังไม่มีโอกาสได้อ่านฉบับรวมเล่มของปริทรรศน์มวยไทยซะที เนื่องจาก ไม่มีเวลาไปพบครูเลยครับ พอมีเวลาไปก็คุยเรื่องมวยเรื่องสัพเพเหระซะมาก กระทั่งลืมขอปริทรรศน์มวยไทยรวมเล่มมาชมซะทีครับ :'(.....

ก็ไม่เป็นไรลองเอาเรื่องราวจากภายนอกมาอ้างอิงชั่วคราวก่อนแล้วกันนะครับ..... ;)

ที่พอทราบประวัติคร่าวๆ กรมทนายเลือกไม่ได้หายไปไหนครับ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ อำนาจหน้าที่ และ รวมอยู่ในทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์(แต่ถ้าพูดเรื่องวิชาแต่เดิมที่เคยปรากฏมีต่อกรมทนายเลือกนั้นเป็นเรื่องยากมากในการเข้าถึงข้อมูลครับต้องอ้างอิงเฉพาะลักษณะของวิชาต่อการปรากฏมีในพงศาวดารครับ).....
โดย การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นแนวความคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 น่าจะแล้วเสร็จใน รัชกาลที่6(ข้อมูลตรงนี้ผมมีอยู่ขอเวลาค้นซักพักครับ มีผู้รู้อธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจนครับ) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มิใช่ปราถนาของพระองค์แต่ครั้งแรกครับ หากมีเหตุปัจจัยหลายประการทั้งภายในและนอกประเทศที่พระองค์จำต้องแก้ไขครับ.....
ซึ่งพระองค์ทรงพิจารณาดูแล้วว่ามีหลายหน่วยงานที่ยังทำงานทับซ้อนกันเช่น สมุหนายกหรือกรมมหาดไทย สมุหพระกลาโหมหรือกรมกลาโหม ครับ.....
ลองตามอ่านที่ลิงค์นี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ อธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดครับ.....
http://www.oursiam.in.th/content/view.php?code=01081-1210903736-0187
http://www.oursiam.in.th/content/view.php?code=01081-1206381264-0186
http://www.oursiam.in.th/content/view.php?code=01081-1231571628-0202

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อวิจารณญาณเลยต้องรีบมาตอบครับ ถ้าผมอธิบายผิดไปก็ขออภัยด้วยครับ..... ;D
อ้อ แอบบอกไว้นิดครับเผื่อมีผู้มาอ่านพบ ผมได้ตามข่าวดูได้ทราบว่าจะมีการชำระพงศาวดารครั้งใหญ่โดยนักวิชาการหลากหลายสาขา ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องของ วันและเวลาที่ทับซ้อนครับ ผมกำลังลุ้นอยู่ว่าจดหมายเหตุส่วนหนึ่งที่มีและหายไปจะกลับคืนมาหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะนำจารึกหลายๆจารึกมาวิเคราะห์กันด้วยหรือไม่ เพราะปริศนาสุวรรณภูมิเริ่มพบหลักฐานที่น่าจะเป็นผลดีต่อชาติหลายประการอยู่ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจไม่เสร็จสิ้นยุคผมด้วยครับ  :'(? .....
« Last Edit: October 26, 2010, 06:41:23 AM by [ศรศิลป์-วิถี] »

อจล

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 64
    • View Profile
น่าตามๆ เรื่องราวเหล่านี้มากครับ หากว่าได้มีโอกาสค้นหาเรื่องเหล่านี้ จะได้แลกเปลี่ยนกันครับ
ที่สอบถามและเชื่อมโยงเรื่องราวทนายเลือก เห็นจะเป็นความเกี่ยวเนื่องเรื่อง มวยสายไชยา อันมีความ
เกี่ยวข้องกับทนายเลือกและการสานต่อภูมิรู้ที่อยากให้คนรุ่นหลังๆ ได้ห่วงแหนครับ นานวันสิ่งดีๆ จะเลือนหาย
ตามกาลเวลา

น่าตามๆ เรื่องราวเหล่านี้มากครับ หากว่าได้มีโอกาสค้นหาเรื่องเหล่านี้ จะได้แลกเปลี่ยนกันครับ
ที่สอบถามและเชื่อมโยงเรื่องราวทนายเลือก เห็นจะเป็นความเกี่ยวเนื่องเรื่อง มวยสายไชยา อันมีความ
เกี่ยวข้องกับทนายเลือกและการสานต่อภูมิรู้ที่อยากให้คนรุ่นหลังๆ ได้ห่วงแหนครับ นานวันสิ่งดีๆ จะเลือนหาย
ตามกาลเวลา
คืองี้ครับ ขอ อนุญาตอธิบายตามที่ได้อ่านข้อมูลจากหลายท่านเกี่ยวกับ ทนายเลือก๑ในสี่กรมพระตำรวจหลวง นั้นถ้าจะพูดถึงความเกี่ยวข้องกับมวยไชยาคือ
๑.วิชาที่ทนายเลือกใช้
๒.ความเป็นมาซึ่่ง ปรมาจารย์เขตร์ เขียนไว้ในคอลั่มปริทรรศน์มวยไทย ในฟ้าเมืองไทย
๓.การสานต่อภูมิรู้ให้คนรุ่นหลัง

ขออนุญาตตอบตามภูมิของผมที่รับมาดังนี้ครับ
๑.วิชาที่ทนายเลือกใช้ : หลังจากรัชกาลที่๓มาถึงรัชกาลที่๖ ช่วงดังกล่าวเรามิบังอาจล่วงรู้หรอกครับว่า กรมพระตำรวจท่านใช้วิชาใดฝึก การเข้าถึงหลักฐานตรงนี้ยากสาหัสครับ ผมลองแล้วครับ.....
แต่ก็มิได้กระทบต่อการสานต่อวิชาของมวยไชยาครับ เพราะ วิชาของทนายเลือกมิได้มีอยู่แต่ในวังเท่านั้นซะแล้วครับหากแต่วิชาได้เดินทางไปถึง ไชยา ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์แล้ว.....
ซึ่งผมยังเชื่อว่ามีจดหมายเหตุอยู่ครับแต่ไม่น่าจะเป็นที่เผยแพร่ได้ ต้องเข้าใจก่อนครับว่าแต่โบราณผู้ที่จะศึกษาพิชัยยุทธ์ได้ ถ้าไม่ใช่กษัตริย์ก็ต้องเป็นที่ไว้พระทัยเท่านั้นครับ.....

๒.ความเป็นมาซึ่งปรมาจารย์เขตร์เขียนไว้ในคอลั่มปริทรรศน์มวยไทย ในฟ้าเมืองไทย : ครั้นช่วงรัชกาลที่๖ หมื่นมวยมีชื่อครูปล่องจำนงค์ทอง มาชกชนะ ซึ่งได้รับพระราชทานยศให้นั้น ได้เป็นเห็นวิชาของคนมวยไชยาว่าใช้ทุ่มทับจับหักซึ่งไปสอดคล้องกับเรื่อง
๒.๑กรมทนายเลือก ซึ่งเป็นกรมที่เลือกคัดเอาแต่คนที่ล่ำสันมั่นคง มีฝีมือชกมวยดี ให้เดินแห่ตามเสด็จไปในที่ใกล้ๆ ได้ป้องกันอันตรายอันไม่พอที่จะต้องถึงใช้อาวุธเช่นกับจับบ้า(แสร้งบ้าก็น่าจะมีนะผมว่า)เป็นต้น ซึ่งเกิดกรมทนายเลือกขึ้นนี้ด้วยพระเจ้าแผ่นดินโปรดทรงมวยเลือกหาคนที่มี ฝีมือดีไว้เป็นเพื่อนพระองค์สำหรับจะเสด็จปลอมแปลงไปในที่แห่งใดที่ไม่ควรจะ ใช้ป้องกันด้วยอาวุธ แต่เมื่อแห่เสด็จโดยปรกติ ก็ให้ถือหอกเหมือนกรมพระตำรวจ มีเวรประจำการเหมือนกรมพลพัน แลไม่มีหน้าที่ชำระความศาลรับสั่งทั้งสองกรม เพราะฉะนั้นกรมเหล่านี้เป็นกรมที่ใกล้เคียง เป็นกำลังของพระเจ้าแผ่นดินจึงมิให้มีผู้ใดบังคับบัญชาได้
๒.๒สี่พระตำรวจหลวง  คือ สี่กรมพระตำรวจ  ประกอบด้วย
กรมพระตำรวจใน  ขวา  เจ้ากรม คือ พระยามหาเทพกษัตรสมุห
กรมพระตำรวจใน  ซ้าย  เจ้ากรม  คือ พระยามหาเทพกษัตรสมุห
กรมพระตำรวจนอก  ขวา  เจ้ากรม  คือ พระอินทรเทพ
กรมพระตำรวจนอก  ซ้าย  เจ้ากรม  คือ พระพิเรนทรเทพ
มหามนตรีศรีองครักษ์สมุห,พระ(ฉัตร   โชติกเสถียร)ขุนตำรวจเอก เจ้ากรมในขวากรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์
มหาเทพ,พระ(เนื่อง  สาคริก)ขุนตำรวจเอก เจ้ากรมในซ้าย กรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์
อินทรเทพ,พระ(คุ้น  พหลโยธิน)ขุนตำรวจเอก เจ้ากรมพระตำรวจขวา กรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์
พิเรนทรเทพบดีศรีสมุห,พระ(เนียน  เกตุทัต)ขุนตำรวจเอก เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย
(อ้างอิง   พิพิธภ้ณฑ์สัพพะสยามกิจ   ศักราช  ๒๔๗๔)
ขุน ตำรวจเอก (เทียบเท่าพันตำรวจเอก) พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง  สาคริก) เจ้ากรมพระตำรวจในซ้าย (คนสุดท้าย) เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมพระตำรวจในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเล็กน้อยนั้น  ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ มีรับสั่งว่า สองคนนี้คือ พระมหามนตรีฯ (ฉัตร  โชติกเสถียร) และพระมหาเทพฯ (เนื่อง  สาคริก) อายุยังน้อยให้เป็นพระไปก่อน  ไว้อายุมากขึ้นจะตั้งเป็นพระยา  แต่เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองและยุบกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ลงพร้อมกับ แปรสภาพกรมทหารรักษาวังไปเป็นกองพันทหารราบที่ ๙ ทั้งสองท่านเลยเป็นแค่ "พระมหาฯ" มาจนตลอดชีวิต
คุณพระมหาเทพฯยังได้เล่าถึงภารกิจประจำ ของกรมพระตำรวจไว้ว่า ในสมัยที่ยังไม่มีการจัดกรมกองทหารแบบปัจจุบันในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น กรมพระตำรวจนั้นคือกรมทหารราชองครักษ์นั้นเอง โดยกรมพระตำรวจแบ่งเป็น ๘ กรมใหญ่ ประกอบด้วย
กรมพระตำรวจใน ขวา  ซ้าย
กรมพระตำรวจนอก  ขวา  ซ้าย
กรมพระตำรสจใหญ่  ขวา  ซ้าย
กรมพระตำรวจสนมทหาร  ขวา  ซ้าย
พระ ตำรวจทั้ง ๘ กรมนี้มีจางวางกรมพระตำรวจเป็นผู้กำกับราชการขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว นอกจากการจุกช่องล้อมวงถวายอารักขาแล้วยังทำหน้าที่เป็นทหารประจำการ ในยามปกติยังมีหน้าที่เดินนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย ๔ พระตำรวจ คือ เจ้ากรมพระตำรวจในขวา เจ้ากรมพระตำรวจในซ้าย เดินเป็นคู่ในทางขวาและซ้ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย เดินเป็นคู่หน้าทางขวาและซ้ายตามลำดับ ในเวลามีกระบวนแห่สำคัญใช้ ๘ เจ้ากรมพระตำรวจเข้ากระบวนแห่ ในเวลาที่ทรงช้างสี่เจ้ากรมพระตำรวจนี้จะทำหน้าที่เป็นจัตุรงคบาท[/color]
ครั้นเมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองยกเลิกสมบูรณาญาสิทธิราชในรัชสมัยล้นเกล้าพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การปกครองกลายเป็นประชาธปไตย กรมนี้จึงไปขึ้นตรงกับกรมมหาดไทยเบ็ดเสร็จ แล้วก็ด้วยองค์ประกอบด้านวิทยาการสมัยใหม่ด้วยน่ะครับ เช่น พระพักษ์ของพระมหากษัตริย์เราก็เห็นกันตลอดทางทีวีหรือยามที่เรารับเสด็จ เมื่อพระองค์ปลอมตนอย่างไรเราก็รู้ หน้าที่ตามเสด็จจึงเปลี่ยนไปด้วย เป็นต้น อย่ากระนั้นเลยครับ ผมก็ไม่สามารถบังอาจทราบได้อยู่ดีว่า ทหารมหาดเล็กปัจจุบันท่านได้ฝึกวิชามวยในวังเช่นนี้หรือไม่.....
๒.๓ในพงศาวดารต้นอยุธยาตอนต้น นับราว๕๐๐-๖๐๐ปี มีระบุไว้เรื่องทนายเลือก ความสามารถ และหน้าที่หลายประการชัดเจนครับว่ารักษาพระองค์ครับ(อย่างที่ผมว่า เรื่องพงศาวดาร อาจจะมีการชำระ วันและเวลา ซึ่งก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนมาก หากมีการชำระขึ้นมาจริง แต่ผมก็ยังไม่ต้องการระบุณ.โอกาสนี้)

๓.การสานต่อภูมิรู้ให้คนรุ่นหลัง : ผมกำลังเรียบเรียงเอกสาร ๘๐๐ กว่าฉบับอยู่ครับ เพื่อส่งมอบและพิจารณาโดยมูลนิธิก่อนเผยแพร่เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกครับ เป็นหลักฐานยืนยันการสานต่อวิชาครับ ซึ่งบรรทัดฐานต้องสิ้นสงสัยในตัววิชาที่ครูให้ก่อนครับเพราะจะได้ลบองค์ความรู้เดิมของเราออกไปก่อนแล้วค่อยว่ากันด้วยข้อบกพร่องช่องโหว่ของหลักฐานครับ วิชานี้ไม่ได้เริ่มที่ไชยาครับ วิชานี้เสมือนแขนขาของคนไทเลยทีเดียวแหละครับ(ถ้ายังรบแบบตะลุมบอนอยู่นะ) ซึ่งคำบอกสอนของครูทุกคำต่อวิชาตั้งแต่เริ่มปั้นหมัดเลยครับสำคัญทั้งหมด เป็นผลให้ทราบเหตุครับ สิ่งที่ครูให้เรา มากมายกว่าที่เราคิดครับ ผมพอคาดได้แล้วจากหลักฐานที่นักวิชาการไทยค้นพบ๔ฉบับและผมคาดเดาว่าน่าจะมีอีกราว๑๗ฉบับซึ่งยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดหรือสาบสูญแล้วจริงๆ ซึ่งเนื่องจากพบหลักฐาน๔ฉบับนี้เองทำให้ผมทราบแล้วว่า อะไรCopyอะไรInspiration มีไม่กี่ชาติหรอกครับที่มีหลักฐานแบบนี้ ขอย้ำว่าไม่กี่ชาติ รวมทั้งจีนด้วย ผมบอกได้คำเดียวณ.เวลานี้ เราโชคดีที่มีครูแปรงเป็นครูครับ เราโชคดีที่เรามีบูรพาจารย์ทุกๆท่าน ผมพูดจากใจลูกไทคนหนึ่งเลยครับ.....

ปล.ถ้าผมเข้าใจผิดหรือตกหล่นกรุณาว่ากล่าวตักเตือนด้วยครับ ผมไม่ค่อยรอบคอบในการเรียบเรียงเป็นคำอ่านเท่าไหร่ครับ อย่าได้คิดเป็นอื่นไกลเลยครับเราก็ไทมิใช่เพียงศิษย์พี่น้องกัน.....ขอบคุณครับ
ปล.๒ขอขอบพระคุณ คุณV_Mee คุณ Wandee แห่งบ้านเรือนไทย และ คุณ ศิริพงศ์  ครุพันธ์กิจ แห่ง มนต์นันท์(ผู้สร้างเศียรพระพิราบใหญ่ที่สุดในโลกครับ)ที่รวบรวมข้อมูลดีดีไว้มากมายให้ได้ศึกษากัน.....
« Last Edit: October 30, 2010, 06:23:50 AM by [ศรศิลป์-วิถี] »

lingyai

  • Newbie
  • *
  • Posts: 3
    • View Profile
 :) ชอบมากๆ ครับ ค้นคว้ากันมาได้ละเอียดดีจริงๆ อ่านเพลินแถมได้ความรู้

อจล

  • Jr. Member
  • **
  • Posts: 64
    • View Profile
ได้อ่านความเีขียนเรื่องเล่ามานี ทำให้ความเมื้อยล้า จากการฝึกทบทวนมวยนั้น มันช่างย้อนเวลากลับไป
ยังสมัยเก่าก่อน มวยที่สร้างความมั่นคงปึกแผ่นแห่งแผ่นดิน ปกป้องผู้ที่ปกครองแผ่นดิน จนสงบ ณ วันนี้ได้
ความเมื้อย เหนื่อยล้านั้นมันช่างน้อยนิดเสียนี่ กระไร ศิษย์พี่ศรศิลป์ ไม่รู้ว่าเราต้องตั้งกระทู้ใหม่หรือเปล่า เล่นเอากระทู้ท่านเรื่องดอกสร้อย กลายเป็นอะไรไปแล้ว ขออภัยครับ

ez2dj

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • Posts: 147
    • View Profile
    • Probiotic For Health
จริงๆบางเรื่องบางอย่าง อยากเก็บไว้เป็นบทความด้วยซ้ำไปครับ ถ้าเขียนเรียบเรียงไว้ดีๆ จะเอาลงเวปไซต์ไว้ให้เลยครับ น้อยคนนักจะหาข้อมูลได้แบบนี้ครับ ตอนนี้เห็นอาจารย์อนันต์ท่านทำเรื่อง มวยหวิงชุนกับการกู้ชาติในยุคพระเจ้าตากสิน โดยศึกษารายละเอียดประวัติศาสตร์ต่างๆเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสืออยู่เช่นกันครับ

ถ้ามีเวลาอยากให้หาข้อมูล เรื่องการเตะเจาะยางหน่อยครับ แล้วก็เรื่องของ ครูตันกี้ กับมวยไชยาด้วยครับ อยากทราบเรื่องเตะเจาะยาง หรือ การเตะแคมสำเภา ซึ่งเป็นไม้มวยของมวยไชยาด้วย ไม่ทราบว่าครูตันกี้ได้พบเจอครูมวยไชยาท่านใด สอบถามครูมา ครูกล่าวว่าน่าจะเป็นพระยาวจี แต่ครูก็ไม่แน่ใจนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานที่อ้างอิงนะครับ

เวปไซต์ค่ายมวยยนตรกิจโดยเหลนของท่านครับ
http://yontarakit.blogspot.com

จริงๆบางเรื่องบางอย่าง อยากเก็บไว้เป็นบทความด้วยซ้ำไปครับ ถ้าเขียนเรียบเรียงไว้ดีๆ จะเอาลงเวปไซต์ไว้ให้เลยครับ น้อยคนนักจะหาข้อมูลได้แบบนี้ครับ ตอนนี้เห็นอาจารย์อนันต์ท่านทำเรื่อง มวยหวิงชุนกับการกู้ชาติในยุคพระเจ้าตากสิน โดยศึกษารายละเอียดประวัติศาสตร์ต่างๆเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสืออยู่เช่นกันครับ

ถ้ามีเวลาอยากให้หาข้อมูล เรื่องการเตะเจาะยางหน่อยครับ แล้วก็เรื่องของ ครูตันกี้ กับมวยไชยาด้วยครับ อยากทราบเรื่องเตะเจาะยาง หรือ การเตะแคมสำเภา ซึ่งเป็นไม้มวยของมวยไชยาด้วย ไม่ทราบว่าครูตันกี้ได้พบเจอครูมวยไชยาท่านใด สอบถามครูมา ครูกล่าวว่าน่าจะเป็นพระยาวจี แต่ครูก็ไม่แน่ใจนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานที่อ้างอิงนะครับ

เวปไซต์ค่ายมวยยนตรกิจโดยเหลนของท่านครับ
http://yontarakit.blogspot.com
เรื่องเตะเจาะยาง ผมได้ไปอ่านบทความของคุณ Garuda และก็อีกบ้านหนึ่งแล้ว.....
เรื่องนี้ขออนุญาตเรียนปรึกษาครูก่อนเพื่อขอทราบรายละเอียดจากครูครับ.....
เรื่องนี้พูดยากกว่าการยืนยันว่าสิ่งที่เราเรียนสั่งสมกันมามากกว่า๒๕๐๐ปีอีกครับ.....
เพราะเท่าที่ผมอ่านดูก็ยังไม่เห็นการยืนยันใด เค้าก็แค่อ้างสิ่งที่เค้ารู้มาว่าคิดมาเอง.....
จะว่าไป เรากับเค้าต่างกันมาก วิชาของนักมวย ไม่ใช่ศาสตร์การสงครามครับ(มีนัยยะครับ).....
วิชาพวกนี้คิดเองได้แต่ต้องมีหลักคิด อันนี้ครูบอกเสมอครับว่าลูกไม้ออกมาจากท่าแม่(มีนัยยะครับ).....
แล้วถ้าดูจากอดีต มา บรรพชนที่เข้าใจเรื่องสามขุม มีมาแล้วนับพันปี ไทย จึงเป็น ไท ผมพูดได้เท่านี้ครับ(มีนัยยะครับ).....

เรื่องเอกสารที่ผมกำลังเรียบเรียงอยู่นี่ ผมไม่ได้เขียนเองนะครับ.....
ผมเพียงจะจัดมันให้อ่านได้แบบง่ายๆน่ะครับ.....
คนอื่นเขียนไว้ทั้งนั้นเลยครับ ไม่ใช่ความสามารถของผมเลยครับ.....

อ้อ ถ้าข้อความข้างบนใครจะเอาไปอ้างผมยกให้เป็นเอกสิทธิ์ของมูลนิธิมวยไทยไชยา โดยครูแปรง ณปภพ ประมวลเท่านั้นนะครับ
ผมเลือกมาอ้างอิงก็จริงอยู่ แต่ผมก็เรียบเรียงไว้ เพราะฉะนั้น ผมขอให้เป็นเอกสิทธิ์ โดย มูลนิธิมวยไทยไชยาตัดสินว่าจะให้หรือไม่ให้เท่านั้นนะครับ

เอาไว้เดี๋ยวขอโอกาสผมเรียนปรึกษากับครูเพื่อขอคำแนะนำของครูก่อนครับ แล้วเดี๋ยวมาว่ากันอีกทีครับ.....
« Last Edit: November 03, 2010, 08:05:19 PM by [ศรศิลป์-วิถี] »

วันนี้เผอิญได้อ่านข่าว ใน นสพ. ฉบับหนึ่ง
ในคอลั่มเราให้ฟังเรื่อง "ขบวนการทำลายหนังสืองานศพ"
เรื่องนี้เค้าเรามา เราฟังไว้ก็พอครับ จริงเท็จไม่ต้องไปหาความ
แต่ เอกสารใดที่เราจำเป็นต้องหาไว้ ที่มีใจความเกี่ยวกับมวยไชยา
ผมอยากให้พี่น้องๆสละเวลา ผ่านร้านหนังสือเก่า เมื่อไหร่ให้แวะถาม เพื่อหาเก็บไว้
ก่อนที่จะเป็นเช่น ตำราพิไชยสงคราม พงศาวดาร จดหมายเหตุ จารจารึก หรือหลักฐานโบราณใดๆ
ที่สาปสูญอย่างมิมีวันกลับมา บ้างป่นบดพระ บ้างต้มกินเป็นยา บ้างน้ำท่วม บ้างไฟไหม้
เพราะฉะนั้น อยากเก็บคำพูดบรรพชนใดๆไว้ กรุณารีบไปหาเก็บกันนะครับ.....