บทความ

Article

  • ครูแปรง มวยไชยา 2530
    News,  บทความ

    มวยไทยไชยาศาสตร์พิชัยยุทธ์ โดยครูแปรง

    มวยไทยไชยาศาสตร์พิชัยยุทธ์ โดยครูแปรง แรกเริ่มเดิมทีการกำเนิดศิลปะศาสตร์แขนงมวยนั้นมาพร้อมๆ กับการเขียนตำรับตำราพิชัยสงครามที่ผ่านการรบต่อสู้จากสงครามจนสามารถบันทึกเหตุการณ์และวิธีการที่ใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในสมัยก่อนการก่อร่างสร้างเมืองเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยคนที่เก่งเพื่อใช้ในการรบพุ่งกัน คนเหล่านั้นสามารถที่จะใช้อาวุธทั้งกายและรอบกายได้อย่างคล่องแคล่วเบ็ดเสร็จในสงครามในตัวอยู่แล้ว จึงจะสามารถปกป้องบ้านเมืองมาได้ ชาติเราอยู่ได้ บ้านเมืองเราอยู่ได้ ครอบครัวเราอยู่ได้ เราจึงจะกลับมาได้อย่างปลอดภัย เราจึงอาจกล่าวได้ว่า มวยไชยา หรือ ดาบไทยโบราณ นั้นเปรียบได้กับวิถีชีวิตของเราเลยก็ว่าได้ นั้นก็เนื่องด้วยวิชาการด้านนี้มันทำให้เรารอดชีวิตจากสงครามกลับมายังบ้านมาอยู่กับครอบครัวได้ และนี้คือสิ่งที่ทำให้เรารักชีวิตเมื่อมีชีวิตอยู่ได้เราเลยรักครอบครัวได้ ปกป้องบ้านเมืองได้ ปกป้องชาติได้ มันจึงต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน การสั่งสมประสบการณ์จากการสู้รบตะลุมบอน จนเป็นวิถีหรือวิชา มันมาจากการสู้หนึ่งต่อหนึ่งหรือหนึ่งต่อหลายคน จนเกิดการหล่อหลอมเก็บบันทึก วิเคราะห์จนสืบทอดต่อๆ กันมาจากคนต่อคน  ผ่านการบอกกล่าวการพูด การสอน จนเป็นตำรับตำรา ใครคนใดเก่งเกิดการซักถาม รบอย่างไร ชนะอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ลองเขียนจดบันทึกลงไปในผืนทราย ผืนผ้า ผืนกระดาษสืบทอดต่อกันมา นอกจากเรื่องของขบวนการจัดการศึกสงครามแล้ว ยังมีศาสตร์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตามมาด้วยอีกมากมายทั้งเรื่องยารักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย การหว่านพืชเพาะปลูกดูแลอย่างไร การสร้างบ้านสร้างเรือน การปกครองคนดูแลคน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนประสิทธิ์ประสาทวิชาขึ้นมาบนการรบการศึกแทบทั้งสิ้น ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่าแก้ไขปรับปรุงเรื่อยมา หากย้อนกลับมากล่าวถึงศาสตร์และศิลป์ของวิชาการมวยที่ว่าด้วยวิถีต่อสู้ด้วยมือเปล่านั้นก็หมายถึงว่า คนๆ นี้ต้องเก่งรอบด้านเมื่อเก่งรอบด้านจึงจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนที่สำคัญอย่างเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินและเมื่อวิถีการสู้กล่าวถึงจิตใจ คนที่มีจิตใจสูงคิดพินิจพิเคราะห์กลั่นกรองจนเห็นวิถีการสู้เหล่านี้จนเป็นรูปร่าง ท่าทางการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว แก้ท่าอย่างนั้นเยี่ยงนี้จนมาแก้มาสอนเป็นวิถีวิชาการออกมา ด้วย มวยไชยา เป็นวิถีที่ว่าด้วย กายและจิตประสานกัน แต่จิตถือเป็นตัวหลักตัวใหญ่ของการต่อสู้แม้ว่าการฝึกฝนจะเกิดมาด้วยพื้นฐานเดียวกัน แต่จิตและสัญชาตญาณนั้นจะเกิดสำหรับบุคคลหนึ่งบุคคลนั้นแล้วแต่การแก้ไข ประสบการณ์การฝึกฝน การคิดพินิจพิเคราะห์แก้ไขตามสติปัญญาของบุคคลนั้นออกมาด้วยจิต เพราะตามความเป็นจริงแล้วการต่อสู้มันคิดไม่ทันว่าจะออกท่านั้นท่านี้เพราะมันรวดเร็ว ฉะนั้นจึงบอกได้ว่าการต่อสู้ด้วยวิถีของมวยต้องออกมาด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัวและการต่อสู้ จากประวัติ มวยไชยา ตามครูบาอาจารย์ที่เล่าสืบต่อกันมานั้น มีแหล่งกำเนิดเกิดขึ้นด้วย ท่านพ่อมา พระภิกษุสงฆ์ผู้ซึ่งเคยเป็น ทนายเลือกหรือตำรวจลับรักษาพระองค์เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จากในวังหลวง ตามที่มาในรัชกาลที่ 3 โดยกรมทนายเลือก ได้ละทิ้งทางโลกออกบวชแสวงหาสัจธรรมล่องลงมาจนถึงเมืองไชยา ณ วัดทุ่งจับช้าง และได้เผยแพร่ภูมิรู้วิชาการทั้งหมัดมวยและองค์ความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูกศิษย์ต่อๆ กันมา เมื่อกล่าวถึงทนายเลือกผู้ที่ถูกขนานนามว่า คนเก่งคนกล้าทั้งวิชาความรู้ด้านศาสตร์และศิลป์ของการต่อสู้เพื่อรักษาผู้ที่สำคัญที่สุดนั้นย่อมหมายความว่า การได้อยู่กรมกองทนายเลือกได้ในสมัยก่อนจึงต้องเป็นคนเก่ง วิชาต่อสู้จึงต้องเก่งกาจ ด้านจิตใจที่เข้มแข็ง แกร่งทั้งกายแกร่งทั้งใจ ดังมีประวัติว่าด้วยกรมทนายเลือกมีมาแต่ยุคสมัยอยุธยาเรื่อยมาจวบจนรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปรากฏมีหลักฐานจนถึงต้นรัชกาลที่ 6 เนื่องด้วยบุคคลที่เป็นทนายเลือกอย่าง ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น) ครูมวยมือเยี่ยมจังหวัดพระนคร เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้มีหลวงวิศาลดรุณกร เป็นศิษย์เอกของท่านผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอีกด้วย จึงจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ได้เอยนามตามท้ายแล้วว่า ทนายเลือกจึงมีความสามารถทั้งการต่อสู้ไว้อย่างเต็มเปี่ยม และนี่เองจึงเป็นเสมอเหมือนว่าด้วยท่าร่างท่าครูที่คล้ายคลึงกันของท่านพ่อมาและจากท่าย่างสามขุมตามอย่างปรมาจารย์หลวงวิศาลดรุณกร จึงเชื่อได้ว่า สายมวยไชยาคือมวยเมืองหลวงมวยจากพระนครที่เป็นสืบต่อขยายสาย ณ เมืองไชยาจนกลับมารับใช้ในเมืองพระนครอีกครั้งหนึ่งนั้นเอง อีกความหนึ่งอิงจากตำรามวยโบราณในรัชกาลที่ 3 ที่มีปรากฏเป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่า มวยไชยา…

  • มวยไชยา ขึ้นครู
    News,  บทความ

    ความหมายของกฏ ๘ ข้อ โดยครูแปรง

    ความหมายของกฏ ๘ ข้อ โดยครูแปรง หลักการเดินทางของมวยไชยาเป็นทั้งเรื่องของหลักการวิธีการเรียนทั้งกายและจิตใจ เพราะทั้งกฎที่กล่าวตามก่อนการเรียนทุกครั้งท่องจำไว้ให้มั่นนั้นล้วนแล้วแต่สร้างให้เกิดความคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองสิ่งต่างๆ อย่างเช่น ข้อแรก รักและเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ข้อสอง ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครูเอาข้อแรกที่รักพ่อแม่ครูอาจารย์มาก่อนเพราะว่า ครูอธิบายว่า ได้เอาจากรากพื้นฐานจิตใจคนก่อน ดังที่ว่า คนเราต้องรักตัวกลัวตายก่อน เรารักตัวเองก่อน รักครอบครัวก่อน  รักคนใกล้ชิดก่อนเมื่อรักสิ่งเหล่านี้ได้ เราจึงจะรู้จักปกป้อง เมื่อนั้นเราจึงแผ่ความรักแบบนี้ไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือรักชาติบ้านเมืองได้ เราฝึกฝนดีแล้วจึงเสมือนเราแผ่เมตตาให้กว้างใหญ่ออกไปจากตัวตนของเรานั้นเอง ข้อสาม ข้าพเจ้าจะเป็นคนดีทั้งกาย วาจา จิตใจ จึงเน้นย้ำเข้าไปยังจิตใจอีกขั้นอีกตอนให้เห็นว่า ความเข้มแข็งแกร่งกล้าต้องเพิ่มพูนพร้อมกับการเป็นคนดีมีศีลธรรม ทั้งสามข้อเบื้องต้นนี้เป็นเรื่องของจิตใจเป็นหลัก ข้อที่ สี่ ข้าจะบำรุงกำลังกายให้สะอาดแข็งแรงและดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตบริสุทธิ์ ทั้งนี้ก็เพื่อเน้นย้ำลงไปอีกว่าต้องเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมกันนี้เรายังต้องรู้จักรักผู้อื่น ข้อที่ห้า ข้าจะไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ร่วมรักสามัคคีในหมู่พวกเดียวกันและช่วยเหลือกันเมื่อช่วยได้ เพราะเรามีวิชาที่ได้เรียนแล้ว ฝึกฝนแล้วเราจะต้องไม่คิดข่มแหงผู้อื่นผู้ใด มันสร้างให้เกิดการเชื่อมโยงจิตใจคนเพื่อให้รู้จักเพื่อนพ้องเห็นใจกันร่วมแรงร่วมใจกันเป็นกลุ่มก้อน ข้อหก ข้าพเจ้า จะบำเพ็ญกรณีย์เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และชาติ สอนให้รู้จักการเสียสละเพื่อผู้อื่นและชาติ ข้อที่เจ็ด ข้าจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์อันไม่สงบ เราจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่มั่นใจ คลุมเครือจงหลีกเลี่ยงออกมาซะ ต้องสืบเสาะหาข้อเท็จจริงให้ได้ไม่ฉะนั้นเราอาจจะตกเป็นเครื่องมือของคนอื่น ติดคุกติดตารางเดือนร้อนกับตัวเองได้ ข้อที่แปด ข้าจะดำรงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผนของมวยไทยไชยาและอาวุธไทยพิชัยยุทธ์ไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ยึดรูปแบบแผนการเรียนการสอนเอาไว้ ไม่ให้ผิดให้เพี้ยนจากเดิม เพราะนั้นเมื่อเวลาผ่านไป คนนั้นคิดอย่างคนนี้คิดอย่างตามจริตความคิดตัวเองทำให้รูปแบบที่เคยสานต่อสืบเนื่องกันมาผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ นั่นก็เพราะว่า ของเดิมที่มีมาแต่เดิมนั้นได้ผ่านการวิเคราะห์วิจัยมาอย่างยาวนานแล้วหากเราจะมาปรับมาปรุงใหม่นั้นก็ให้ยึดหลักปักหมุดอันเดิมแล้วเพิ่มเติมจากนี้ไม่ให้ตัดลดทอนของเก่าไปได้ นั้นก็จะต้องเพิ่มพูนขึ้นจากเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น อันไหนทำแล้วดีก็ทำไปหากว่า เปลี่ยนแปลงแล้วไม่เหมาะสมไม่ดีอย่างเดิมก็ให้คงไว้เท่าเดิม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ใช้ดีสำหรับผู้ใช้ไม่ใช่สำหรับผู้วิจารณ์ เพราะบางคนยังไม่ลองใช้ยังใช้ไม่เป็นก็หาว่าใช้ไม่ได้อย่างนี้ไม่ถูกต้อง นั้นเพราะว่า รูปท่ามวยแต่ละท่าแต่ละแบบนั้นได้ถูกเลือกคัดสรรเป็นรูปแบบมาอย่างละเอียดรอบคอบจากครูบาอาจารย์มาแล้วทั้งสิ้น การรู้มากท่าทางไว้นั้นเหมาะสมแล้ว หากเรารู้น้อยมีน้อยใช้น้อยก็หมดไป หากรู้มากใช้ไม่หมดก็เก็บไว้ยามอื่นๆได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นส่วนเชื่อมโยงวิชาการและคนเรียนให้เปรียบเสมือนสิ่งที่ร้อยผูกพันมัดทั้งกายและจิตวิญญาณภายในให้กล้าแข็ง สามารถที่จะคงอยู่และต่อสู้ด้วยตัวเราเองได้เมื่อมีเหตุประสบพบเจอ ทั้งนี้คนที่เรียกว่า คนดียอมมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้ มีตบะที่แกล้วกล้าท้าชนกับเหตุการณ์ใดๆ อย่างไม่หวาดกลัว เพราะใครก็ตามที่มีการต่อสู้ด้วยความรัก กตัญญูต่อพ่อแม่ จงรักภักดีต่อชาติย่อมมีพลังแห่งความดีที่สะสมจากการเรียนรู้การสอนแบบนี้ให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นไว้เกรงกลัว แต่เมื่อใดก็ตามที่การกระทำสืบเนื่องมาจากความโลภ ด้วยอามิสสินจ้างย่อมไม่สามารถมีแรงมุ่งมั่นชักจูงให้กระทำการใดได้อย่างสำเร็จได้ คนเรานั้นเมื่อเจอเหตุปะทะที่เกี่ยวข้องกับตัวเองย่อมมีความหวาดกลัวหวาดหวั่นขึ้นมาในจิตใจทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอๆ จึงสามารถควบคุมปรารควบคุมจิตใจตัวเองเอาไว้ได้ไม่ตื่นเต้น ไม่วอกแวกมีสติมีสมาธิในเหตุการณ์นั้นๆ ได้ การมีสติมาแล้วเหมือนเรามีกำลังอยู่ 50 เปอร์เซ็นต์แล้ววิชาอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้น ฉะนั้นเมื่อมีวิชา จิตใจ สติสมาธิต้องมาพร้อมกันด้วยจึงจะสำริดผลใดๆ ได้ คัดลอกจากงานหนังสือไหว้ครู ปี ๒๕๕๔

  • News,  บทความ

    สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 2

    สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 2 นับได้ว่าตั้งแต่ปี พศ. 2526 ก็เริ่มเรียนอย่างจริงจังเรียกว่าไปบ้านครูทองท่านเกือบทุกวัน หลังจากสอนดาบที่ชมรมที่รามแล้วประมาณ 4 โมงก็ต้องไปบ้านครูและก็อยู่จนดึกดื่น ซ้อมขยันลืมเวลาจนบางทีรถประจำทางหรือสองแถว รถเมล์หมดเวลาวิ่ง ก็ต้องอาศัยไหว้วานครูท่านฝากท่ารถเมล์ประจำสายนั้นๆ ขากลับที่จะต้องส่งรถตีเปล่ากลับมาที่บ้านเสมอๆ บางทีดึกมากก็ต้องนอนกันที่บ้านครูเลย อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ครูทองท่านได้สนิทสนม ด้วยเป็นลักษณะของลูกศิษย์ที่เอาจริงเอาจัง ขยันและช่วยเหลืองานเล็กงานน้อยที่บ้านของครูท่านเสมอๆ จนเหมือนเป็นคนในครอบครัวท่านก็ว่าได้เพราะทั้งกินข้าวบ้านครู นอนบ้านครูท่านอยู่เสมอๆ และที่บ้านของครูทองท่านเองภรรยาท่านก็ให้ความรักใคร่และเอ็นดูด้วยความรักดั่งลูก ซึ่งเป็นวิถีประหนึ่งครูกับลูกศิษย์ครั้งสมัยโบราณก็ไม่ปานที่ว่า ต้องอยู่เรียนช่วยเหลืองานที่บ้านครูมวยเพื่อแลกกับวิชาความรู้ด้วยจิตด้วยใจที่รักและรู้คุณครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญเสมอ เพราะว่าครูที่แท้ให้ทั้งวิชา ให้ความรักศิษย์เพื่อให้ได้รู้เรียนครบจบขบวนความ ยังเอ็นดูเอื้อเฟื้อประสานิสัยไทย เฝ้าหวังสืบทอดต่อวิชาไม่ให้ห่างขาดสาย สิ้นสูญไป การร่ำเรียนแบบนี้ยังเป็นเสมือนครูเฝ้าดูนิสัยใจคอของลูกศิษย์เองที่ว่า จะเป็นคนอย่างไร คิดคดในข้องอในกระดูกหรือไม่ ฝากฝังวิชาให้ได้หรือเปล่า ทั้งครูและศิษย์ก็เรียนรู้ดูใจกันไปพร้อมๆ กัน หลังจากได้เรียนวิชาสักระยะหนึ่งครูแปรงก็ได้แนะนำให้ครูทองท่านมาสอนที่ชมรมดาบภายในรามสมัยนั้นแม้ว่าเบื้องต้นจะยังมีปัญหาอยู่บ้างเนื่องจาก ในรามเองก็มีความเป็นตัวเป็นตนของสำนักตัวเองมีวิชาของตัวเองจึงเกรงระหว่างครูทองและรุ่นพี่ที่ชมรม แต่ก็เนื่องด้วยครูแปรงท่านเองก็เป็นคนสนิททั้งฝั่งรามและครูรุ่นพี่จึงไว้ใจให้เข้ามาสอน อีกทั้งยังเหมือนผู้ประสานระหว่างสำนักทั้งที่รามและครูทองท่านให้สามารถแลกเปลี่ยนถ่ายทอดวิชาออกมาได้ภายนอกอย่างที่รามเป็นที่เริ่มที่แรกของการสอนศิษย์ภายนอกอย่างจริงจังก็ครานี้ และก็มีลูกศิษย์จากรามในสายมวยไชยานี้มากขึ้น ณ เวลานั้นเองเมื่อประมาณ พศ. 2527 นับแต่นั้นมาเมื่อเวลามีโชว์หรือแสดงที่ไหน ครูแปรงมักจะเอามวยไชยาออกแสดงร่วมกับดาบกระบี่กระบองไทยเข้าร่วมรวมกันไปคราเดียวกัน เป็นจุดเหตุเริ่มต้นของการสืบทอดสร้างชื่อมวยไชยาเรื่อยๆ มาพร้อมๆ กับที่ครูทองท่านสอนลูกศิษย์สายรามต่อเนื่องมาจนเมื่อครูแปรงท่านจบการศึกษาที่รามคำแหง ครูทองท่านก็ได้แนะนำฝากตัวให้เข้าทำงานที่กรมโยธาด้วย เพื่อที่ว่าจะได้เป็นคนช่วยสอนศิษย์ที่มาเรียนกับครูทองท่านที่กรมฯ ด้วยอีกทางหนึ่งและก็ได้สอนมวยกันเพิ่มเติมที่นั้นจนกระทั้งครูแปรงต้องรับราชการทหารในคราหนึ่งจึงได้ห่างหายจากครูทองระยะนี้เอง หลังจากที่มีลูกศิษย์ครูแปรงท่านแล้ว ก็ยังมีรุ่นพี่ชื่อ โย่งได้เข้าศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดการสอนมวยไชยาขึ้นเป็นแห่งที่สองในสายสถาบันที่นั้นเพิ่มอีกหนึ่งที่ ครูทองท่านจึงมีศิษย์ทั้งฝั่งรามคำแหงและจุฬาฯ เกิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่งนั้นด้วย หากถามเรื่องของนิสัยครูทองท่าน ครูแปรงได้เล่าให้ฟังว่า ครูทองท่านเป็นคนจริงจัง ใจดี รักวิชา รักศิษย์ โมโหร้ายโมโหแรง  อารมณ์ร้อน ศิษย์คนไหนทำไม่ดีท่านด่าทอแรงๆ ตรงนี้เองที่ครูแปรงท่านเองก็สัมผัสมากับตัว เนื่องด้วยคราหนึ่งห่างหายจากครูด้วยหน้าที่การงานและครอบครัว จึงไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ครูท่านเข้าใจผิดคิดว่า คงไม่เอาวิชาทิ้งห่างครูอาจารย์แล้ว ท่านก็ด่าแรงๆ ทำเอาครูแปรงท่านต้องเข้าไปกราบไปคุยให้เข้าใจตรงกัน ครูแปรงท่านก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคุยกันด้วยเข้าใจด้วยดีแล้วครูทองท่านก็เข้าใจก็หายโกรธอย่างนั้นง่ายๆ ด้วยที่ว่าเป็นคนจริงจังนักเลง เข้าใจผิดแก้ไขก็หายเร็ว ซึ่งตรงนี้ครูแปรงท่านก็รู้จึงต้องเร่งรีบเข้าไปพูดคุยเมื่อเกิดเหตุเข้าใจผิดกัน สมัยนั้นครูแปรงถึงกับหนักใจด้วยที่ว่า การงานและครอบครัวจึงต้องห่างหายไกลครูบ้างและอยากให้มีตัวตายตัวแทนใหม่เพื่อช่วยเหลืองานครูท่านต่อไปบ้าง มาถึงยุคที่หนังสือ วารสารและรายการทีวีได้ถ่ายทำสารคดีจนมีการเปิดสอนมวยไชยาแบบภายนอกสถาบันเป็นสำนักสอนตามบ้านหรือรับสอนภายนอกนี้เอง นับได้ว่าครูทองท่านเป็นครูสอนมวยไชยาท่านหนึ่งที่เชื่อมยุคต่อสมัยสืบมาจากปรมาจารย์เขตร ในยุคนั้นสมัยที่ท่านเริ่มสอนศิษย์ใหม่ๆ มีเรื่องเล่าว่า ท่านได้เข้าไปกราบขอสอนศิษย์ในวิชามวยไชยากับปรมาจารย์เขตร   ซึ่งในขณะนั้นปรมารจารย์เขตรท่านยืนสอนลูกศิษย์อยู่ ท่านครูทองได้ไปยืนข้างๆ และกล่าวว่าครูครับผมจะสอนได้มั๊ยครับ เสี้ยววินาทีนั้น ปรมาตารย์เขตท่านได้เตะเหวี่ยงแข้งมาอย่างรวดเร็ว ครูทองท่านก็รับด้วยท่าจูบแข้งและพร้อมที่จะโต้ตอบกลับด้วยหมัด ปรมารจารย์เขตรท่านจึงใช้มือกดลงที่ศีรษะ ของครูทองเป็นการสลายแรงและลูบหัวบอกว่าไหวพริบดีใช้ได้ แต่ต้องมาเรียนวิชาครูเพิ่มนะ ขนาดครูเองตัวสูงใหญ่ยังมีคนมาลองเลย ฉะนั้นเราตัวเล็กต้องเรียนเยอะๆ นะ ในชีวิตครอบครัวของครูทองท่านเองนั้นก็มีภรรยาและลูกอยู่ด้วยกัน 5 คน รวม มีลูกสาว 3 คน ลูกชาย1 คน ท่านหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับราชการที่กรมโยธา เป็นคนที่ขยันแต่บ้างก็ว่า ท่านเองก็เป็นคนเจ้าชู้อยู่บ้างเหมือนกันแต่ในส่วนของครอบครัวนั้นท่านไม่ได้ขาดตกบกพร่องในเรื่องอื่นๆ เลย…

  • ครูมวยไชยา ครูทอง ครูแปรง
    News,  บทความ

    สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 1

    สืบสายวิชาจากครูทองสู่ครูแปรง ตอนที่ 1 ต้นเหตุแรกเริ่มจากการสอนดาบที่ชมรมอาวุธไทยรามได้พบปะรุ่นน้องที่ได้ลองเข้าคู่ลงมวยกัน ภาพแห่งท่าจรดมวยที่แปลกตา ทำให้ครูแปรงชวนสงสัยและหวนคิดถึงเรื่องราวสายมวยโบราณที่ย้ำอยู่ในห้วงความคิดที่ว่า มวยโบราณนี้มีดีแท้เหตุไฉนเราถึงจักเรียนรู้ได้ เพราะกาลเวลาผ่านมานานเหลือเกินจะยังคงหลงเหลือถึงมือเราได้กระนั้นเหรอ เมื่อภาพความคิดประติดประต่อกับท่าจรดมวยโบราณจึงทำให้เค้าโครงความจริงปรากฏขึ้น จึงได้สอบถามและสืบเสาะได้ความว่าเป็นท่าจรดมวยของครูมวยท่านหนึ่ง นามว่า ครูทองหล่อ ยาเเละ ครั้นได้ถามตามสืบจึงใคร่อยากเป็นศิษย์อยากเรียนมวยด้วยจึงเดินทางไปยังบ้านครู ครั้งนั้นครูแปรงยังจำเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนเมื่อต้องไปพบครูท่านครั้งแรกด้วยที่ว่า กว่าจะเข้าถึงนั้นต้องฝ่าฟันอย่างที่เขาว่า ฝ่าน้ำข้ามทะเลก็ไม่ปานเพราะช่วงนั้น น้ำท่วมใหญ่ทั้งที่รามและบริเวณบ้านทับช้างอันเป็นที่พำนักอาศัยครูผู้ประสาทวิชาผู้นี้ ตอนนั้นท่านเล่าว่า บริเวณที่ครูทองท่านอยู่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นท้องนาน้ำยังคงท่วมอยู่ แม้ว่าแถวรามน้ำท่วมจะลดลงแล้วแต่ที่ทางเข้าบ้านท่านยังท่วมอยู่ลึกประมาณเอวได้ จึงต้องพายเรือกันเข้าไปต้องวิดน้ำออกครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะถึงบ้านครูแถมยังมีรุ่นพี่ๆน้องๆ ตามกันมาอีกซักกระบวนหนึ่งประมาณได้ว่า สิบกว่าคนไอ้ที่ลงเรือได้ก็ว่ากันไปส่วนที่เหลือก็เฝ้าอีกฝั่งรอเพื่อนๆ ว่ากันอย่างนั้น เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้กราบครูมอบตัวเป็นศิษย์เพื่อจะเรียนวิชา ท่าก็ให้รอน้ำลดลงเสียก่อนแล้วค่อยมาเรียนกัน ครูทองท่านก็ใจดีรับไว้ ครั้นเมื่อน้ำลดลงบริเวณบ้านครูทองท่านก็มีอาณาบริเวณสักประมาณหนึ่งไว้สำหรับซ้อมและเรียนมวย ซึ่งในขณะนั้นครูทองท่านเองก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มาเรียนมวยทั้งที่เป็นมวยคาดเชือกและมวยเวทีก็สอนกันอยู่บ้างแล้วจำนวนหนึ่ง เมื่อแรกเข้าไปเรียนมวยนั้นแต่เดิมครูทองท่านก็สอนเชิงชกมวยแบบเวทีที่ยุคนั้นนิยมกัน แต่เมื่อครูแปรงขอเรียนได้พูดกับครูทองท่านว่า อยากเรียนแบบอนุรักษ์แบบโบราณ ท่านก็ให้ยืนให้ย่อเข่าย่อขาแบบอย่างเรียนดาบ แล้วท่านก็ปรับก็แต่งให้ว่า การเรียนมวยขา เข่าต้องหันไปทางเดียวกันชี้ทิศชี้ทางเดียวกันไม่กว้างไปกว่าไหล่เราและท่านยังได้บอกอีกว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ลองดี มันมีวิชากันจริงไหม ท่านก็ให้ทำท่ามวยซ้ำๆ อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ เพื่อจะดูว่า พวกนี้มันมีวิชากันจริงหรือเปล่า ตั้งใจจริงกันไหม ท่านสั่งให้ทำท่ามวยแล้วท่านก็นั่งหลับไป นัยว่าลองเชิงลูกศิษย์เอาว่า มันจะสู้จริงอยากได้วิชาจริงหรือไม่ ครูแปรงท่านเองก็ว่า เคยได้ยินคนโบราณท่านว่า ครูบาอาจารย์ท่านลองดีมักทดสอบทดลองจิตใจศิษย์ ท่านเลยต้องทำอย่างที่ครูบอก จนครูทองท่านหลับตื่นอีกทีบ่ายสามโมง ท่านก็ยังมาเห็นว่า ครูแปรงก็ยังฝึกท่าเดิมๆ อยู่ก็ถามว่า เล่นแต่เช้ายังไม่เลิกอีกเหรอ ครูแปรงตอบท่านกลับไปว่า ครูให้ทำก็ทำไปก็ครูไม่ได้บอกให้หยุด ก็นับได้ว่าได้หยั่งเชิงลองภูมิครานั้น ครูทองท่านเลยชอบเพราะเป็นคนเอาจริงเอาจัง เวลาเรียนครูทองท่านเองก็จะสอนรวมๆ เอาทั้งหมดไม่ได้แบ่งแยกท่าแยกทางตามประสาเหมือนเมื่อสมัยนี้ เราเองก็ต้องจับประกอบประสานเก็บเล็กผสมน้อยจากครูท่าน ครูแปรงกล่าวว่า พอเวลาไปถึงก็ถามวิชา อย่างที่ว่าเมื่อเขาจับคอตีเข่าเราจะแก้อย่างไร ครูทองท่านก็ให้จับคอท่านแล้วก็ตีเข่า ท่านก็ยกศอกบัง ค้ำคอต่อยท้องบ้าง ปัดหมัดบ้าง จนครูแปรงท่านว่า มันแปลกมันมีมิติของการต่อสู้ที่น่าสนใจก็ร่ำเรียนกับท่านครูทองในรูปแบบนี้เสมอมา

  • ครูมวยไชยา โช
    News,  ครูบาอาจารย์,  บทความ

    ครูฝึกมวยไชยาสาขาภูเก็ต นายชนุภณ ยอดสมัย

    1.แนะนำตัวให้รู้จักหน่อย ชื่อ นายชนุภณ ยอดสมัย (โช) Chanuphon Yodsamai เกิดเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ปัจจุบันอายุ ๓๑ ปี เป็นชาวปักษ์ใต้ เมืองชุมพร เรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่ ๑ – ๖ ณ โรงเรียนศรียาภัย ชุมพร จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเข้ารับราชการ เมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๔๙ เป็นนิติกรท้องถิ่น อยู่ สามปีกับ เจ็ดเดือน จึงลาออกจากราชการมาเพื่อทำงานด้านอนุรักษ์มวยไชยา และอาวุธไทยสายบ้านครูแปรง 2.เข้ามาเรียนมวยไชยาและอาวุธไทยได้อย่างไร ได้ทราบข่าวมวยไชยาจากหนังสือ สยามคอมแบต ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของครูแปรงไว้ จึงเกิดความสนใจเพราะเป็นศิลปที่ไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน และได้ติดต่อขอเข้าฝึกที่ สยามยุทธ์ยิม ซอยปรีดีพนมยงค์ เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖ 3.ฝึกแล้วรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ในระยะแรกเมื่อฝึกแล้วพบว่าการฝึกด้วยท่ามวยพื้นฐานมวยไชยานั้น เป็นการจัดระเบียบร่างกายให้ใช้ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันตัวได้อย่างดี ทั้งยังเป็นการฝึกสติให้จดจ่ออยู่กับท่าฝึกเพื่อมิให้ผิดเพี้ยน ทำให้จิตใจของผู้ฝึกค่อยๆสงบลงอย่างมีเหตุผล  การฝึกมวยไทยไชยานั้น แม้จะได้ชื่อว่ามวยไทย แต่ก็แตกต่างจากมวยไทยที่ข้าพเจ้าเคยฝึกฝนมาอย่างมากมาย ราวกับเป็นมวยคนละประเภทกันเลยทีเดียว 4.ได้เอาวิชาไปใช้บ้างมั้ย โดยปกติแล้ว วิชามวยไทยไชยานั้นจะถูกใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอครับ ทั้งการวางสติ การระวังตัว ตามแบบการฝึกที่เจตนาให้ วิชามวยอยู่รักษาตัวผู้ฝึกตลอดเวลา ไม่ใช่ใช้เฉพาะขณะต้องการ ชกต่อยเท่านั้น แต่ที่ได้ใช้อย่างชัดเจนเห็นได้ชัด ก็มีบ้างครับ เช่นการประลองฝีมือในการแข่งขัน Kof เมื่อปี 2008 ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสใช้วิชามวยไชยาในการประลอง 5.มีเป้าหมายอย่างไรบ้างในการฝึกฝน เมื่อแรกที่เข้าฝึกนั้น ก็เพราะสนใจ อยากรู้ถึงศาสตร์ของมวยคาดเชือกสายไชยา ว่าเป็นอย่างไร เมื่อได้ฝึกนานวันเข้าก็พบว่าเมืองไทยเรามีสิ่งดีๆเช่นนี้อยู่ แต่กลับไม่ได้รับการรักษาไว้ให้ดีเท่าที่ควร  จึงตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองไว้ว่า จะขอทำการฝึกฝนตัวเองให้ดีเพื่อจะเป็นแหล่งอนุรักษ์ บอกต่อให้กับคนไทยรุ่นต่อไป สุดแท้แต่กำลังและปัญญาของข้าพเจ้าจะพาไปได้ 6.การฝึกสอนที่ภูเก็ตเป็นอย่างไรบ้าง การฝึกมวยไชยาที่ภูเก็ต ในเริ่มแรก ผู้เรียนจะได้รับการจัดท่า วางตัว การวางตำแหน่งร่างกาย ตามแบบมวยไชยาบ้านครูแปรงก่อน เมื่อจัดท่าทางได้ดีแล้ว ก็จะเข้าสู้ขั้นต่อไป ตามหลักสูตรบ้านครูแปรง และเริ่มเรียนรู้การควบคุมอาวุธ ด้วยการควงพลอง และ ดาบไม้ ตลอดถึงอาวุธอื่นต่อไป 7.อยากให้เขียนถึงครูแปรงหน่อยครับ ความรู้สึกแรกที่ข้าพเจ้ามีในมิติการต่อสู้คือ ถ้าคู่ต่อสู้รูปร่างสูงใหญ่ หรือมีกล้ามเนื้อใหญ่โตกว่า จะได้เปรียบกว่าเรา และจะเป็นอันตรายมากเมื่อต้องปะทะด้วย แต่เมื่อได้พบกับครูแปรง มิติในการมองต่างๆของข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป…

  • ผู้สืบทอดมวยไชยา
    News,  บทความ

    ขนบธรรมเนียม ประเพณี มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง

    ขนบธรรมเนียม ประเพณี มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง สิ่งนี้มีอยู่คู่กับคนไทยเรามาอย่างยาวนาน ทั้งการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่อ่อนน้อมถ่อมตน ไปลามาไหว้ ผ่านผู้ใหญ่ให้ก้ม เดินคุกเข่าเมื่อท่านนั่ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแฝงเร้นเก็บเงื่อนซ่อนงำความแยบยลของวิชาการต่อสู้ไว้อย่างเพียบพร้อม ทั้งการจับ การล็อก ล้วนแล้วแต่มาจากการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมดที่เรียกว่ากายวุธนั้นเอง ดังนั้นจะกล่าวได้ว่า ขนบและประเพณีล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาเพื่อกำหราบจิตใจที่แข็งกระด้างของคน ใช้สร้างคนให้อ่อนน้อม ลดทิฐิมานะอย่างมวยไชยาต้องมีการมอบตัว บางทีต้องถือพานดอกไม้ธูปเทียนมาขอเป็นศิษย์ด้วยซ้ำ พ่อแม่ต้องพามาฝากตัวเป็นศิษย์ ขั้นตอนต้องมีการมอบตัวแสดงตัวขอเรียน ไม่ใช่ขโมยเรียนให้แสดงตัวแสดงตนก่อน ถอดยศถอดศักดิ์ไว้แล้วเข้ามามอบตัวเป็นศิษย์นั่นเอง จึงจะเริ่มสอนเริ่มเรียน พอเรียนเสร็จแล้วครูดูนิสัยใจคอแล้วเป็นคนดี พอฝึกได้ก็ถึงจะเริ่มขึ้นครูให้ ครูบาอาจารย์มั่นใจแล้ว เรามั่นใจแล้วสำหรับการฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์กัน ไว้ใจกันไม่หักหลังกัน ไม่ตระบัตรสัตย์ต่อกัน ในชีวิตนี้ขึ้นครูได้ครั้งเดียว เพราะว่านั้นคือการแสดงถึงความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับวิชาที่เรียน แต่หากสาขาวิชาเรียนอื่นๆ ก็สามารถขึ้นครูสาขานั้นๆได้ ฉะนั้นเมื่อขึ้นครูกับท่านไหนไว้แล้ว เราต้องกระทำตัวเป็นศิษย์ที่ดี เชื่อฟังครูบาอาจารย์ เมื่อท่านสอนจนหมดภูมิแล้วท่านก็จะได้ฝากไว้กับครูอาจารย์ท่านอื่นๆ ต่อไปให้ จึงได้มีการฝากฝังลูกศิษย์ลูกหาต่อเนื่องอาจารย์กันเรื่อยๆมา หากว่าในระหว่างเรียนรู้นั้นลูกศิษย์คนไหนไม่ดี ท่านก็จะไม่ฝากไว้กับคนอื่นต่อไปซึ่งนั่นก็เป็นการคัดเลือกกรองคนอีกชั้นหนึ่งตามลำดับขั้นตอนการคัดสรรคนดีให้เรียนวิชาดีๆต่อไป เพราะในสมัยก่อนการเรียนสืบต่อกันนั้นเมื่อถึงเวลาต่อวิชากันกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ท่านก็จะถามไล่เรียงว่า มาจากไหน อาจารย์เป็นใคร เรียนถึงขั้นไหน เวลาเท่าไหร่ เพราะความรู้เหล่านี้ครูอาจารย์ท่านทราบท่านเรียนมา ย่อมจำแนกแยกเพศของศิษย์คนนั้นคนนี้ได้ คนนั้นหลบหนีมาหรือยังเรียนไม่จบ ไม่ครบกระบวนความก็ว่ากันไป ตามนั้น ซึ่งข้อสำคัญอีกประการคือการครอบครู เพื่อมอบหมายหน้าที่การสอนให้ศิษย์ที่เหมาะสมทำการสืบต่อไป ทั้งนี้การจะมอบวิชา มอบความเป็นครูหรือที่เรียกว่า ครอบครูให้นั้น คนคนนั้นต้องได้รับการยอมรับจากครูผู้สอนสั่งว่า คนคนนี้เป็นคนดี ยึดหลักตามขนบประเพณี มีศีลธรรม จึงจะสามารถสอนสั่งคนอื่นๆได้ ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่เรียนที่เก่ง แต่ลืมขนบลืมประเพณีเมื่อทำการสอนก็จะสอนแต่วิชา แต่ไม่สามารถสอนสิ่งที่สำคัญนั้นคือ จิตใจที่รู้คุณคน รู้จักกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ได้ วิชาที่ได้ก็ไม่ครบสมบูรณ์อย่างถูกต้องวิธีได้ หมายความว่าต้องได้รับการอนุญาติก่อน จึงจะสามารถถ่ายทอด สอนคนอื่นได้ มิฉะนั้นก็จะทำให้คนเราฮึกเหิม คิดว่าเรานี่เก่ง เรานี่มีวิชาสามารถสอนคนอื่นๆได้ ทะนงผยองลืมตัว ไม่เคารพเชื่อฟังตามรุ่นตามศักดิ์ที่ครูได้มอบไว้ วันข้างหน้าจะมีปัญหาแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน แข่งขันกันเอง นี้ต่างหากที่เรียกว่า แยกครูจริงกับครูตั้งได้ ครูที่ดี คือครูที่ถูกครอบครูจากอาจารย์ท่านให้แล้วเท่านั้น ส่วนครูที่ตั้งตัวเองว่า ฉันนี้ละครูคนอื่นเพราะสอนเป็นสอนได้นั้น มันผิดกัน คนสมัยนี้จึงละทิ้งประเพณีการครอบครูไปอย่างเสียมิได้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่งต่อทางจิตวิญญาณแห่งวิชาโบราณโดยแท้จริง เพราะวิชาการนั้นเรียนทันกันได้ เก่งได้ แต่คนที่เก่งและสอนคนได้นั้นต้องประกอบด้วยหลักการหลายๆอย่าง ทั้งความหนักแน่นของจิตใจ ความรักเอ็นดูศิษย์ ความเก่งในวิชา การมองคนมองศิษย์ สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้น มันแยกแร่แยกพลอยออกจากกันได้ คนเก่งไม่ใช่คนที่สอนคนได้เสมอไป แต่คนดีและคนเก่งจึงจะสานต่อสืบวิชาให้ไม่สูญหายได้ ความหมายแห่งนัย ครูนั้นสำคัญเพราะเมื่อก้าวข้ามมาเป็นครูจึงต้องพยายามเป็นแบบอย่างทั้งการเรียนและชีวิต สิ่งไหนที่เคยทำไม่ดี ครูต้องเลิกเพื่อเป็นตัวอย่างให้ศิษย์เอาเป็นแบบอย่าง ฉะนั้นครูคนจึงเป็นยาก ครูนั้นต้องนิ่ง ต้องเป็นเสมือนกระโถนใครจะว่า จะด่าอย่างไรต้องนิ่งต้องหนักแน่นไม่ไหวตามแรงลมปากเป่าของคนอื่นๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึงคุณค่าของคำว่า ครู เพื่อที่จะสานต่อจิตวิญญาณที่เข้มแข็งต่อไปในภายภาคหน้าได้อย่างองอาจ…

  • ครูบาอาจารย์,  บทความ,  ประวัติศาสตร์

    ทุ่มทับจับหัก โดย หมื่นมวยมีชื่อ

    หมื่นมวยมีชื่อ ปล่อง จำนงทอง มวยคาดเชือก สายไชยา เขียนโดย ครูเขตร ศรียาภัย เมื่อ คราสมเด็จพระปิยมหาราช ได้เสด็จประพาสปักษ์ใต้นั้น ได้ทรงทอดพระเนตรการชกมวยอันเป็นการละเล่นที่ทางบ้านเมืองจัดถวาย และโดยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนวิชามวย ไทย กระบี่กระบอง และเพลงดาบจากปรมาจารย์ หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ณ ด้านใต้ของทุ่งพระเมรุ (ซึ่งต่อมาทางราชการได้มีประกาศให้เรียกว่าสนามหลวง) นักมวยที่เจ้าเมือง นำเข้ามาเพื่อแข่งขันหน้าพระที่นั่งในครั้งนั้น ล้วนมีฝีมือดีเยี่ยม โดยฝ่ายข้างเมืองไชยา พระยาไวยวุฒิวิเศษฤทธิ์(ครูขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ได้นำนายปล่อง จำนงทอง ชาวบ้านหัววัว ตำบลเลม็ด เมืองไชยา มาประลองฝีมือ ได้คู่ชก กับนักมวยโคราช พวกเดียวกับนายแดง ไทยประเสริฐ (ต่อมาได้เป็นหมื่นชงัดเชิงชก) ซึ่งพระยาเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราชเป็นผู้นำมา เมื่อมีสัญญาณกลองให้เริ่มชกกันได้ นักมวยโคราชดูเหมือนจะคึกคะนองอย่างเชื่อมั่นในฝีมือ นายปล่องนักมวยไชยาทรุดตัวลงนั่งยองๆแบบเบญจางคประดิษฐ์ ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นกิริยาการสักการะอย่างสูงสุด กระทำการกราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวแล้วค่อยๆคลานถอยหลังออกมาราว ๕ ก้าว ยืดตัวขึ้นยืนตรงหันหน้าสู่ทิศบูรพา อันเป็นทิศสถิตของครู ชายหางตาชำเลืองดูคู่ปรับ เพื่อหาจุดจบ นายปล่อง จำนงทอง ยกหมัดขวาขึ้นช้าๆ ใช้นิ้วขึ้นแตะจมูกเพื่อสอบปราณ อาราธนาคุณผ้าประเจียดรัดแขนของพระอาจารย์หลวงพ่อปลัดชุ่ม เจ้าอาวาสวัดอุดม และหลวงพ่อมา เจ้าอาวาสวัดทุ่งจับช้าง ระหว่างที่นายปล่อง กำลังร่ายรำด้วยท่าชักช้าอยู่นั้น นักมวยโคราชถือว่าได้มีสัญญาณให้ชกต่อยกันได้แล้ว จึงก้าวพรวดๆ ตวัดด้วยตีนขวาตามถนัด แม้นายปล่องจะไหวตัวทันและผงะหงายหน้าออกห่างก็ไม่สำเร็จ ปลายตีนปฏิปักษ์ปะทะเข้าเหนือขมับ นายปล่อง มือตกตาลอย หงายหลังดิ้นเร่าๆ อยู่กับพื้นสนาม นักมวยโคราชกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ถอยออกรำเยาะเย้ยอยู่ห่างๆ ประชาชนบางคนตะโกนเชิงคัดค้าน แต่บางคนเห็นสมควรเพราะกรรมการได้ลั่นกลองสัญญาณให้คู่ต่อสู้ตีกันได้แล้ว มวยไชยา อยากเซ่อซ่าเองต่างหาก นายปล่อง จำนงทอง ถูกประคองเข้าพุ่ม (ที่พักให้น้ำนักมวยสมัยก่อน) การต่อสู้ต้องชะงักลงชั่วคราวโดยให้นักมวยคู่อื่นชกต่อยกันแทนตามประเพณี นายปล่อง ได้รับการปัดเป่านวดเฟ้นจนรู้สึกตัวและลืมตา คุณพ่อของผู้เขียนซึ่งมีสีหน้าทุกข์ร้อนตลอดเวลา เข้ามากระซิบถามนายปล่อง จำนงทอง ว่าจะยอมแพ้หรือสู้เขาต่อไป นายปล่องตอบทันควันว่า “จะขอสู้จนตายคาตีน” (ฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๓๐๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗) คุณพ่อยิ้มออก เมื่อได้ยินคำนายปล่อง เอื้อมมือลูบก้านคอลูกศิษย์ตัวโปรดชี้จุดมรณะพลางปลอบใจที่ไม่เสียแรงเกิด ใกล้แดนน้ำเค็ม พร้อมกระซิบข้างหูให้ “จับหัก” อันเป็นกระบวนแม้ไม้กลในสาขาวิชามวยไทย…

  • ครูบาอาจารย์,  บทความ,  ประวัติศาสตร์

    ตำนานมวยไชยา หมื่นมวยมีชื่อ

    นายปล่อง จำนงทอง เป็นลูกศิษย์ (มวย) เจ้าเมืองไชยา (เมื่อครั้งหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงกลาโหม) คือพระยาวัยวุฒิวิเศษฤทธิ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หมื่นมวยมีชื่อ ประวัติ นายปล่อง จำนงทอง เป็นคนบ้านหัววัว ตำบลเลม็ดโดย กำเนิด ลักษณะของท่านเป็นคนสันทัดคน หน้ากว้าง คางเรียว จมูกแหลมงุ้ม ผมหยักศกเล็กน้อย แผงอกใหญ่ แขนใหญ่ ข้อมือเล็ก น่องเล็ก ผิวค่อนไปข้างขาว แต่มีตบะน่าเกรงขาม ไม่ดุแต่คนกลัว ดูรูปร่างแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความรวดเร็วและว่องไว เพราะการฝึกหัดศิษย์ท่านมีความรวดเร็วเหนือลักษณะรูปร่างเป็นอันมาก ไม่ว่าลูกศิษย์จะทำอะไรลูกไม้มวยแบบไหน ท่านสามารถที่จะปิดป้องได้จนหมดสิ้น นายปล่อง จำนงทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ให้เป็น หมื่นมวยมีชื่อ เพราะได้เป็นผู้พิชิตมายฝีมือดี ลูกศิษย์พระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช โดยทำการต่อสู้ กันในงานเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งสุเมรุด้านใกล้ๆกับป้อมเผด็จดัสกร ก็โปรดเกล้าฯ ให้นักมวยฝีไม้ลายมือดีชกชนะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ (ข้าราชการชั้นประทวน) “ หมื่นมวยมีชื่อ” (ปลอง จำนงทอง) เป็นนักมวยจากไชยา และ “หมื่นมือแม่นหมัด” แห่งบ้านทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี กับอีกผู้หนึ่งได้เป็น หมื่นชงัดเชิงชก (แดง ไทยประเสริฐ) แห่งเมืองโคราช หรือนครราชสีมา ข้าราชการชั้นประทวนทั้งสามท่านนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯไม่ต้อง เสียส่วยสาอากร แม้กระทั่งทำความผิดก็ให้กรมการบ้านเมืองพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษ ตามสมควร นับเป็นความภูมิใจของคนทั้งเมืองไชยาและลูกหลานของตระกูล “จำนงทอง” ที่นายปลอง จำนงทอง ได้เป็นตัวแทนของคนไชยาและได้นำเกียรติประวัติอันสูงส่งมาสู่เมืองไชยา กล่าว กันว่าท่านเป็นคนหนังเหนียว ครั้งชกมวยหน้าพระที่นั่งและได้ตำแหน่งหมื่นกลับมานั้น ท่านถูกชกถูกบริเวณใต้ตาซ้าย มีอาการเขียวคล้ำอย่างมากแต่ไม่แตก จากความเป็นคนสู้คน กรรมการและพรรคพวกบอกให้ยอมแพ้ แต่ท่านคิดว่าถ้าแพ้ขอตายหน้าพระที่นั่ง จนการต่อสู้จบลงด้วยชัยชนะ และจากการต่อสู้ครั้งนี้เอง ที่ทำให้ท่านเป็นรอยเขียวช้ำจนตลอดชีวิต แม้ตอนที่เสียชีวิตรอยเขียวช้ำนั้นจะจางหายไปบ้างแล้วก็ตามนอกจาการต่อสู้ใน ครั้งนั้นแล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งคือ ตอนที่ท่านนำนักมวยไปชกในงานรับเสด็จรัชกาลที่ 6 ที่บนควนท่าข้าม อำเภอพุนพิน ตอนขากลับท่านได้รับอุบัติเหตุคือ เรือใบถูกลมพัดจัด เสาใบหักลงตีศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มทุกคนในเรือคิดว่าท่านศีรษะต้องแตก แต่เมื่อท่านเปิดมือที่กุมหัวให้ดู ทุกคนก็เห็นว่าไม่มีเลือดไหลออกมาเลย นอกจากจะเห็นศีรษะของท่านเป็นรอยบุ๋มลง และจากอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่หูค่อนข้างตึงไปเล็ก น้อย การฝึกมวย การฝึกมวยให้กับศิษย์ของท่าน ส่วนใหญ่ท่านจะคอยนั่งดูและจะแนะนำให้นอกจากจะไม่พอใจเท่านั้นท่านจึงจะลงมา สวมนวมซ้อมให้เอง แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าซ้อมกับท่าน เพราะการซ้อมกับท่านต้องทำจริงโดยท่านจะเป็นผู้แสดงวิธีแก้ลูกไม้มวยแต่ละ อย่างให้พร้อมทั้งการจู่โจมเข้าทำ…

  • ขั้นของวิชามวยไทยไชยาบ้านครูแปรง
    News,  ข่าวทั่วไป,  บทความ

    Ranking systems and beltsระดับและสายของศูนย์ศึกษาสยามยุทธ์บ้านครูแปรง

    Ranking systems and belts in Muay Thai Chaiya  SiamYuth Barn Kru Praeng ระดับสายและขั้นวิชาของมวยไทยไชยาศูนย์ศึกษาสยามุยทธ์บ้านครูแปรงนะครับ

  • บทความ

    คุณค่าของมวยไทย

    เมื่อนำคณิตศาสตร์มาคำนวณ จะพบท่ามวยนับหมื่น นับแสน ท่า โดย     รศ.ดร.ปรเมสฐ์ บุญศรี 17 กันยายน 2553 จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า  มวยไทย  เป็นทั้งศิลปะและศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ประมาณค่ามิได้ ? คำพูดนี้หากผมเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ละก็    ผมคงตอบได้หลายมุมทีเดียว  และนี่คือคำตอบของผม คำตอบที่เห็นง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุดคือ ราคาของมวยไทย คือ ราคาที่คนชนะพนันได้รับ  และราคาที่คนแพ้พนันเสีย ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์ ที่ค่ายมวยและนักมวยได้รับ ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่โปรโมเตอร์มวย และเจ้าของสนามมวยได้รับ ราคาของมวยไทย คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่นักมวยมากฝีมือ   ไปตั้งค่ายมวยที่เมืองนอกกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างง่ายดาย แต่ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดในทัศนะของผมคือ  ราคาของมวยไทย คือ ราคาของความเป็นอิสรภาพของคนไทยทุกคน และจากทัศนะนี้ จะเกิดคำถามตามมาคือ แล้วราคาของอิสรภาพ    ราคาเท่าไหร่ล่ะ? ลองตอบคำถามนี้ดู ว่า ท่านจะตอบว่าราคาเท่าไหร่ อยุธยาต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้พม่าเมื่อไทยเสียกรุงครั้งที่ 1 ในพ.ศ. 2112 ราคาเท่าไหร่ อยุธยาโดนเผาจนวอดวายราคาเท่าไหร่ การตกเป็นเบี้ยล่างของพม่า   โดนปล้นสะดม ทรัพย์ทั้งหมดที่หามาชั่วชีวิตของคนไทยตอนเสียกรุงครั้งที่ 2  เมื่อ พ.ศ.2310 ราคาเท่าไหร่ การที่ผู้หญิงไทยโดนพม่าย่ำยี   ข่มขืน  นับไม่ถ้วน แล้วฆ่าทิ้ง    ราคาเท่าไหร่ ลองมองไปไกลกว่านั้นหน่อยเป็นไร ราคาของทรัพยากรธรรมชาติที่ พม่า   อินเดีย    จีน  ต้องสูญเสียไปจากการกลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ    ราคาเท่าไหร่ และราคาของพื้นที่ของประเทศไทยที่สูญไปจากฝีมือของอังกฤษ ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 ราคาเท่าไหร่ ถ้าทุกท่านได้คำตอบแล้ว    คำตอบนั้นก็แสดงถึงราคาของมวยไทย    เพราะมวยไทย คือ อาวุธหลักที่คนไทยใช้   นอกจากอาวุธที่เป็นอาวุธหลักอื่น ๆ เช่น ดาบ ปืน ปืนใหญ่  เมื่อกู้เอกราชที่สูญเสียไปทุกครั้งในอดีตที่ขมขื่นคืนมา สรุปก็คือราคาของมวยไทยนั้น  ราคาประมาณค่าไม่ได้จริง ๆ เพราะ เกี่ยวข้องกับ ความสุขของชาติที่คนไทยในอดีตพยายาม   ห่วงแหนและรักษาไว้ให้ลูกหลานด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมีรวมถึงชีวิตของท่าน “อย่าให้มวยไทยไชยาตายไปพร้อมกับครู” คำพูดสั้น ๆ ที่แฝงด้วยความเป็นห่วงกังวลของครูแปรงดังก้องกระทบโสตประสาทของผม ผมจะตอบแทนบุญคุณของครูแปรงที่ประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยไชยาและบรรพบุรุษครูมวยและเหล่าผู้กล้าในอดีตได้อย่างไร “ถ้าผมเป็นครูแปรง   ผมจะทำอย่างไร?” ผมถามคำถามนี้กับตนเอง    และคำตอบที่ได้รับคือหนทางหนึ่งที่มวยไทยจะไม่ตายไปพร้อมกับครูก็คือ    ถ้ามวยไทยมีหลักวิชาฝังรากลึกไว้ในแผ่นดินนี้เมื่อใด    ภูมิปัญญาของไทยก็จะอยู่ได้ต่อไป   ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคนไทยในปัจจุบันคนใดสืบทอดเช่นในอดีตหรือไม่ก็ตาม    และหากสักวันหนึ่งลูกหลานของคนไทยอย่างน้อย 1 คนทุ่มเทชีวิตของเขาเพื่อเรียนสิ่งที่เราสั่งสอนและฝังรากลึกไว้เช่นเดียวกับครูแปรงได้ร่ำเรียนวิชามวยกับครูทอง   ครูทองได้ร่ำเรียนจากปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย …