บทความ,  ประวัติศาสตร์

Pahuyuth, Muay Chaiya and Pichaiyuthพาหุยุทธ์มวยไทยไชยา และ อาวุธไทยพิชัยยุทธ์

Pahuyuth, Muay Chaiya and Pichaiyuth


…..When I was asked to write about “Ancient Thai Boxing and Muay Chaiya”, I felt it was a difficult task because the society at large has lost interest in the subject. But after thorough consideration, I have come to the decision to do so, in order to honor and show my gratitude to my teachers who have patiently taught me and to my homeland, the Kingdom of Thailand.

…..Please note that the following articles (and the ones that follow) are based on what I have learned from my teachers. So there may be different teachings from different teachers, or different interpretations from the same teacher. The beauty of Muay Thai is that it is a flowing style, open to change as long as the basics are strong.

…..“To my dear young ones. Remember that he who has taught you even only one step, one day, one month, and one year is considered your teacher for life. Be grateful to him. Repay and treat him with respect.”

With this in mind, I would like to pay full respect to all my teachers who have taken their time to share pass their wisdom to me.

…..All living creatures, human in particular, have, since the age of dawn, fight for survival. Each has their own ways of fighting to protect themselves and to hunt for food.

…..Animals fight based purely on instincts and brawn, while human beings used their intelligence and developed their fighting skills with bare body and weapons.

…..If we believe in the theory that mankind evolved from apes, then they should have started fighting approximately one million years ago. With their primitive inheritance, historic man fought similarly to animals. They fought with their natural instinct using biting, kicking, snatching, scratching, punching, kneeing, throwing, breaking, etc. Their fights were purely a means of survival.

Historic Men fought for two reasons:

…..Food and territory


…..In the Stone Age, when men still lived in caves, brawls usually occurred because of jealousy and lust. Later on, men formed a more complex social group, starting with small communities and eventually on to nations. In the process of doing so, they also developed more civilized approaches, such as rules and regulations, to resolve their conflicts.

…..However, with each nation having its own set of beliefs and needs, there are inevitably more conflicts and violence. The in individual brawls thus turned into battles and wars.

Birth of Pahuyuth and Ancient Thai Boxing

…..Prior to the Sukhothai era, Thai civilization dated as far back as those of the Egyptians, Babylonians, and the Assyrians. They were established before the Buddhist era in a land called “Aay Loa Kingdom” one the river banks of Huang Ho and Yang Jue rivers, presently known as Schezuan, Hubei, Anhui, and Kiangsi in China. There were later defeated and had to continue migrating south to maintain their freedom.

…..Thais are known to be liberal and great warriors. They have always been an independent nation and have evidently fought to protect their right and loved ones. During those times, villagers along the Thai borders prepared themselves by engaging young men in physical activities like wrestling, boat race, and bull race.

…..For practice of self-defense, many generations of old masters continuously assembled and developed the fighting techniques passed on from their ancestors for thousands of years. They finally established a fighting system for Thais called “Ching Kom” and “Pan Lam”, both well-known.

Master Ketr Sriyapai (the author’s senior teacher) once said that “boxing means punching as taught by your teacher or fighting to survive”.

Thai boxing is “an art that has been developed by our ancestors as a national heritage to their children for thousands of years.” The genuine Thai boxing is best performed by Thais. Unfortunately, the Thai boxing we see today in rings is not the true Thai boxing.  (Grand Master Kert Sriyapai)

By Kru Praeng

(Napapob Pramual)

Muay Chaiya Foundation


…..เมื่อผู้เขียนได้รับการทาบทามให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง มวยไทยโบราณ และมวยคาดเชือกไชยา ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเขียนถึงวิชาที่สูญไปจากวงการนับร้อยปี ทำให้ต้องไตร่ตรองอยู่หลายวัน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการ แต่เมื่อได้ทบทวนดูแล้ว ถ้าผู้เขียนจะเก็บเอาความรู้ที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำอบรมสั่งสอนอย่างอดทน เพื่อจะนำพาไปสัมปรายภพด้วยอย่างไร้ความหมาย ย่อมอกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และชาติอย่างไม่น่าให้อภัย จึงปลงตก ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อถวายพระคุณของครู และสนองคุณแผ่นดินก่อนตาย

…..ข้อเขียนทั้งหลายและต่อ ๆ ไปในภายภาคหน้า (หากมีผู้สนใจติดตาม) ขอให้ทราบไว้ด้วยว่าผู้เขียนได้เขียนตาม ที่ผู้เขียนได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ซึ่งอาจผิดแผกไปจากของคณาจารย์ของสำนักอื่น ๆ ก็อาจเป็นได้ และบางช่วงบางตอนอาจ เป็นคำกล่าวคำพูดของครู ของอาจารย์ปู่ และบาจรีย์ทุกท่าน ที่ได้เคยเขียนเคยพูดและเคยฝากผลงานไว้เป็นเลิศแล้วเมื่ออดีตกาล อันเป็นการเชิดชูผลงานของท่าน มิได้อวดรู้ อวดภูมิ ตีตนเสมอครูบาอาจารย์ แต่อย่างใด เพราะความรู้ผู้เขียน เปรียบเหมือน แสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจหาญเปรียบแสงสุริยะฉาย

ลูกหลานโปรดจำไว้ “เป็นครูท่าเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว…..” ถือเป็นครูตลอดชีวิต จงกตัญญูและตอบแทนดูแลท่านตามควร

Muay chaiya


สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเกิดมาย่อมต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ประเสริฐที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่รอดนับแต่ยังไม่ปฏิสนธิเสียอีก สัตว์โลกย่อมมีวิธีการต่อสู้เฉพาะที่ร้ายกาจเหมาะกับตัวมันเอง เพื่อเอาตัวรอด เพื่อหาอาหาร สัตว์เดรัจฉานแสดงอาการต่อสู้โดยสัญชาติญาณ ส่วนเวไนยสัตว์ (สัตว์ที่สอนได้) หรือมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐ นับเป็นผู้ที่มีสมองและสติปัญญาสามารถที่พัฒนาได้อย่างไม่สิ้นสุด ย่อมมีการวิวัฒนาการ และพัฒนาการการต่อสู้ ที่มีสมรรถภาพอย่างไม่หยุดยั้ง

…..หากเรามีความเชื่อในทฤษฎีที่ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากวานร ตามประวัติมนุษยชาติ มนุษย์ย่อมมีการต่อสู้กันนับตั้งแต่ เริ่มไต่ลงมา จากต้นไม้ เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว อีกทั้งสัญชาติญาณดิบนับแต่เป็นวานรย่อมยังคงหลงเหลือติดอยู่ในสายเลือดอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์จึงต่อสู้กันไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานมากนัก คือสู้กันตามสัญญาณชาติดิบ ๆ ที่มีมาตามธรรมชาติ โดยใช้อวัยวุธ (อวัยวะของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้) ในร่างกายทุกอย่างที่ธรรมชาติประทานมา ทำร้ายซึ่งกันและกัน “ปากกัด ตีนถีบ มือฉุด ข่วน ตะปบ แขนฟาด หมัดต่อย ทุบ ศอกถอง เข่ากระทุ้ง ก้นกระแทก แบกบ่า ทุ่มทับ จับหัก ควักนัยน์ตา ฯลฯ” หยิบฉวย ได้สิ่งใดใกล้มือที่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ ก็ใช้สิ่งนั้น เช่นกระดูกสัตว์ กิ่งไม้ ก้อนหิน กระบอง ลูกดอก หน้าไม้ กระสุน ซึ่งชนะก็แย่แพ้ก็เกือบตาย อันเป็นการใช้พละกำลังเข้าหักหาญกันโดยแท้ (ยังขาดศาสตร์และศิลป์เพราะยังไม่พัฒนา) มีอยู่อย่างเดียวก็คือ เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น มนุษย์ในสมัยโบราณจึงต่อสู้เพื่อเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการ คือ

……………๑. แย่งอาหาร และแดนหากิน

……………๒. เกิดการหึงหวงมนุษย์ที่ออกลูกได้

…..การต่อสู้ในสมัยดึกดำบรรพ์ ขณะที่มนุษย์อยู่ถ้ำ อยู่โพรงไม้ มักเป็นการต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว หรือเป็นเฉพาะครอบครัวเล็ก ๆ เพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น แต่โดยแท้แล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่เกิดมาอย่างมีสัญชาติญาณแห่งความขลาดกลัว และสัญญาแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มสังคม มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความฉลาด มีปัญญา ความเจ็บปวด ความตาย ความสูญเสีย ความเสียใจ ความโศกเศร้า ทำให้มนุษย์ เกิดความคิดรู้จักคบค้าสามัคคีไปมาหาสู่กัน และรีรอกัน อันนับเป็นปฐมการณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชน จากกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกลุ่มใหญ่ จนเป็นรัฐและเป็นประเทศชาติขึ้น

…..การตัดสินปัญหาข้อพิพาทและการต่อสู้กันด้วยกำลังของมนุษย์จึงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัยอนุโลม ปฏิโลมต่อกัน
ดูเหมือนจะเป็นการดีเมื่อมนุษย์สามารถรวมกันเป็นพวกได้ กรณีพิพาทกันเองดูน้อยลง และแก้ไขได้ตามกฎระเบียบของกลุ่มชน ที่มีการตกลงร่วมกัน ความระแวงระวังแบบสัญชาติญาณป่าน้อยลง รู้สึกอบอุ่นขึ้น แต่การรวมกลุ่มของมนุษย์มิได้มีกลุ่มเดียว มิใช่มีเพียงชนเผ่าเดียว ความเห็นความคิดของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน ภาษาต่างกัน อุดมคติ อารมณ์ต่างกัน ความเชื่อต่างกัน มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นมนุษย์ยิ่งมีการขัดแย้งต่อสู้กันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมพิพาทกันเพื่อแย่งชิงอาหารแดนทำกิน แย่งมนุษย์ที่ออกลูกได้ ยังต่อสู้กันเพราะขอช้างเผือกไม่ได้ดังใจ ขอคืนหญิงงามไม่สำเร็จ มีหลายสาเหตุที่อาจพิพาทกันได้ทุกเมื่อ การต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว กลายเป็นมหาสงครามระหว่างประเทศ


Muay Thai Chaiya

…..ตามประวัติศาสตร์ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย ชนชาติไทย ถูกสันนิษฐานว่ามีอายุไร่เรี่ยกับความเจริญของชาวอียิปต์ บาบิโลเนีย และอัสสิเรีย ไทยเป็นชาติที่มีความเจริญมาก่อนจีน และก่อนชาวยุโรป มีการปกครองและมีระเบียบแบบแผนเป็นปึกแผ่น อยู่ ณ ดินแดน ซึ่งเป็นประเทศจีนในปัจจุบันนี้

…..ชนชาติไทยเป็นชนชาติที่น่าสงสาร ก่อนพุทธศักราช ถูกรุกรบ จนต้องถอยร่น จากแดนทำกินอันอุดมสมบูรณ์ของ ๒ ฟาก กลุ่มแม่น้ำฮวงโหและยั่งจือ เรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว หรือ ไทยมุง หรือ ไทยเมือง ซึ่งเป็นมณทลเสฉวน ฮูเป อันฮุย และเกียงซี ไทยต้องอพยพหลบหลีกความเป็นทาสมาทางตอนใต้เรื่อยมา โดยถือหลักไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าเป็นขี้ข้าของชาติอื่น

…..ด้วยสันดานเป็นไทย และนิสัยเป็นนักรบมาหลายชั่วอายุคน ด้วยรักสันติ รักอิสระไม่ยอมเป็นทาสใคร ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อมาตุภูมิ เพื่อคนที่ตนรัก นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเป็นการไม่ประมาท บรรดาพฤธ์หรือพ่อเฒ่า ตามปัจจันท์ชนบท (ชายเขตแดนติดต่อแดนต่างประเทศ) ได้พยายามสร้างสมบรรดาชายหนุ่มของหมู่บ้านด้วยอุปเท่ห์ การเล่น “ออกแรง” เช่นการปล้ำ วิ่งวัว พายเรือแข่ง เสือข้ามห้วย จงอางหวงไข่ และไม้ลอย (การห้อยโหนตีลังกาในที่สูง) และเพื่อการป้องกันตัว พ่อเฒ่าทั้งหลาย ได้เพียรพยายามรวบรวมคิดค้นวิธีต่อสู้ติดต่อกันตลอดหลายชั่วคน จากบรรพบุรุษที่ผ่านการรบมานานนับพันปี จนสามารถกำหนด เป็นหลักเกณฑ์เฉพาะคนไทยด้วยเชิง “ชิงคม” และ “พันลำ” อันก่อให้เกิดความครั่นคร้ามแก่ศัตรูผู้รุกรานทั่วไป

…..อาจารย์เขตร ศรียาภัย (อาจารย์ปู่ของผู้เขียน) กล่าวไว้ว่า มวย “หมายถึงการชกต่อยตามแต่ครูจะสอน หรือการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด”

มวยไทย หมายถึง “ศิลปะศาสตร์ซึ่งบรรพบุรุษได้เพียรพยายามสืบทอด และพัฒนายกระดับวิธีต่อสู้ป้องกันตัว มอบให้เป็นมรดกแก่ลูกไทย นับเป็นพันปีมาแล้ว มวยไทยขนานแท้นั้นไม่มีชนชาติใดสามารถแสดงได้ดีเท่าคนไทย แต่ปัจจุบันนี้มวยไทยถูกดัดแปลงจนสิ้น หนักไปทางใช้พละกำลัง ขาดศิลปะ และประเพณีนิยม” (อาจารย์เขตร ศรียาภัย)

ครูแปรง ญปภพ ประมวญ ประธานมูลนิธิมวยไทยไชยา

Leave a Reply

Your email address will not be published.