• Video

    มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง รายการ เข้าแก๊ป

    มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง รายการ เข้าแก๊ป รายการเข้าแก๊ป ช่วงเข้าแก๊ป บวก บวก ได้มาถ่ายทำรายการวีดีโอ เกี่ยวกับวิชา มวยไทยไชยา ที่ ศูนย์ศึกษาสยามยุทธ์บ้านครูแปรง โดยครูแปรงได้ถ่ายทอดความรู้ เกี่ยวกับ ประวัติวิชามวยไทยไชยา ขนบธรรมเนียม และ สาธิตวิชามวยไทยไชยา และ ท่าการป้องกันตัว ด้วย มวยไทยไชยา โดยเปิดสอนที่ ศูนย์ศึกษาสยามยุทธ์ บ้านครูแปรง สาขา ต้นซุง โดยรายการออกอากาศทางช่อง True 68 มะจังทีวี ครับ [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=N1NFI-9QdsQ[/youtube] [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=ceMpXPZ0jRg[/youtube] [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=5KJ1BGhvQQg[/youtube] [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=_pwuAmtIn1I[/youtube] ศูนย์ศึกษาสยามยุทธ์บ้านครูแปรง สาขา ต้นซุง เปิดสอน มวยไทยไชยา สอนการป้องกันตัว สอนกระบี่กระบอง และ อาวุธไทย ต่างๆ แผนที่ ศูนย์ศึกษาสยามยุทธ์บ้านครูแปรง ต้นซุง เบอร์ติดต่อ มือถือ 086-606-7903 , 086-556-0195

  • ครูทอง เชื้อไชยา
    ครูบาอาจารย์

    ครูทอง เชื้อไชยา

    ครูทอง เชื้อไชยา (ทองหล่อ ยาและ) ท่านเกิดเมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ที่โรงพยาบาล ศิริราช กรุงเทพฯ เมื่อเรียน อยู่ชั้น ป.๖ โรงเรียนวัฒนศิลป์ ประตูน้ำ เริ่มเรียนมวยสากลกับครูประสิทธิ์ นักมวยสากลจากกรมพละ ช่วงอายุ ๑๓-๑๔ ปี ครูได้ออกหาค่ายมวยไทยที่จะเรียน อย่างจริงจัง ครูไปดูอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่ถูกใจเพราะแต่ละค่ายนั้น เวลาซ้อมนักมวย จะเจ็บตัวกันมาก ไม่มีการป้องกันตัวเลย ครูจึงได้ไปหัดเรียนมวยไทยกับ ป๊ะลาม ญาติของแม่ แถวซอยกิ่งเพชร มีครูฉันท์ สมิตเวชกับครูชาย สิทธิผล สอน ด้วยว่า เป็นคนร่างเล็ก ผอมบาง จึงถูกเพื่อนๆรังแกอยู่เป็นประจำแต่ก็เรียนอยู่ได้ไม่นาน เพราะถูกเด็กโตกว่ากลั่นแกล้ง หลังจากจบภาคการศึกษา และได้ผ่านชีวิตบู๊ โลดโผน อย่างลูกผู้ชายในยุคนั้นครูทองได้มาทำงานที่ การรถไฟ มักกะสันได้รู้จักกับเพื่อน ของคุณพ่อ ชื่ออาจารย์สามเศียร ได้พูดคุยเรื่องมวยและพาไปพบกับ อาจารย์เขตร ที่บ้าน ครูจึงเริ่มเรียนมวยไชยา ขั้นพื้นฐาน ตามลำดับ เรียนอยู่หลายเดือน จึงคิดจะ ขึ้นชกเวทีเหมือนอย่างรุ่นพี่บ้าง ช่วงนั้น ครูทองอายุประมาณ ๑๖ ปี จึงไปขออนุญาต อาจารย์เขตร อาจารย์ท่านก็ดูฝีไม้ลายมือว่าใช้ได้ จึงบอกครูให้ฟิตให้ดีแล้วจะพา ไปชก แต่ครูทองท่านได้แอบไปชกมวยเวที ตามต่างจังหวัดรอบๆกรุงเทพฯ ชนะมากกว่าแพ้ และได้ชกชนะมวยดัง ฉายาเสือร้ายแปดริ้ว ที่ฉะเชิงเทรา จนเป็นข่าวรู้ถึงอาจารย์เขตร นับแต่นั้นครูทอง จึงได้ชกใน กรุงเทพฯ โดยอาจารย์เขตร จะพาไปเอง ครูทองชกครั้งแรกที่เวที ราชดำเนินกับสมชาย พระขรรค์ชัย ครูทองแพ้ด้วยความตื่นเวทีใหญ่ เมื่อครูทองติดต่อขอแก้มือแต่ฝ่ายสมชาย ไม่ขอแก้มือด้วย มาเลิก ชกมวยเมื่ออายุ ๒๔ ปี เมื่อคุณย่าท่านป่วยหนักและได้ขอร้องให้ครูเลิกชกมวยเวที ครูทอง ก็ให้สัจจะ แต่ขอคุณย่าไว้ว่าจะเลิกต่อยแต่ไม่เลิกหัด คุณย่าท่านก็อนุญาต ครูทอง ได้เรียนมวยกับอาจารย์เขตร อยู่อีกหลายปี จนอาจารย์เขตร ออกปากว่า จะพาไปเรียนกับอาจารย์ใหญ่ อาจารย์เขตร จึงฝากครูทอง ให้ไปเรียนวิชาต่อกับอาจารย์ กิมเส็ง ครูทองท่านสนใจเรียนมวยมาก เมื่ออาจารย์ กิมเส็ง ให้ถือดาบไม้และให้ลองเล่นกับท่านดูโดยบอกว่า ก็เล่นเหมือนกับเล่นมวย นั้นแหละ…

  • ปรมาจารย์มวยไชยา เขตร ศรียาภัย
    ครูบาอาจารย์

    Grand Master Ketr Sriyapaiปรมาจารย์มวยไชยา เขตร ศรียาภัย

    Grand Master Ketr Sriyapai’s Personal Background GrandMaster Ketr was born on Novermber 9, 1902 in the southern province of Chumporn. Having started early training since 8 yrs. old, GrandMaster Ketr had a total of 12 boxing teachers: • His Father – Phra Ya Wajee Satayarak – Provincial Ruler of Chaiya • His Uncle – Kru Klad Sriyapai • Muen Muay Mee Chue (his father’s student known for his victories in hemp-bound fist muay thai tournaments) • Kru Klaub Intarat • Kru Song • Kru In Sakech • Kru Duth • Kru Sook • Kru Wun • M.J. Wibulsawasdi (of royal blood) • Ajarn Kimseng Taweesith • Ajarn Luang GrandMaster served…

  • ครูบาอาจารย์

    พ่อท่านมา ปฐมครูมวยไชยา

      พ่อท่านมา ปฐมครูมวยไชยา ประวัติของท่านนั้นไม่มีการกล่าวหรือบันทึกไว้มากนักทราบเพียงว่า พ่อท่านมาเป็นครูมวยใหญ่ ทีเดินทางมายัง เมืองไชยา (บางก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก หรือ แม่ทัพ ออกบวช และธุดงค์มาจากกรุงเทพฯ) เมื่อราว๑๖๕ ปีมาแล้ว สมัย ร.๓ ตอนปลาย ท่านเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้และมีวิชาอาคม แก่กล้า เคยมีเรื่องเล่าว่ามีช้างตกมันอาละวาด ไม่มีผู้ใดปราบได้ พ่อท่านมาได้บริกรรมคาถาแล้วใช้กะลามะพร้าวครอบจับช้างเชือกนั้นไว้ ชาวบ้านจึงได้สร้างวัดขึ้นที่ท้องทุ่งแห่งนั้นขนานนามว่า วัดทุ่งจับช้าง ศิลปะมวยของท่านได้รับการถ่ายทอด สืบต่อ สู่ชาวเมืองไชยาและครูมวยต่อมาอีกหลายๆท่าน นับแต่พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ปฐมศิษย์เบื้องต้นผู้เป็นครูมวยของหมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง ) ครูนิล ปักษี ครูอินทร์ ศักดิ์เดช โดยเฉพาะ หมื่นมวยมีชื่อ ที่ได้รับราชทานนามนี้จาก ล้นเกล้าในรัชกาลที่ ๕ นับเป็นเกียรติแก่ เมืองไชยา ยิ่งนัก แม้ทุกวันนี้ยังมีนักมวย นักศึกษาและประชาชนเดินทางไปกราบไหว้ และรำถวายมือ หน้าเจดีย์บรรจุอัฐิพ่อท่านมา วัดทุ่งจับช้าง อำเภอพุมเรียง สุราษฎร์ธานี อยู่เสมอ ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ หลวงพ่อไสว อินทะวังโส ได้มาอยู่จำพรรษาที่วัด และดูแลพัฒนา บริเวณวัด สร้างหลังคากันแดดฝนคลุมรักษา สถูปบรรจุอัฐิพ่อท่านมาไว้ โดยมี ชาวบ้าน และคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งมีศักดิ์เป็น หลานสาวของท่าน ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ได้ร่วมกันบำรุงรักษาวัดอยู่ ต้นปี พ.ศ.๒๕๔๕ ได้ข่าวว่า หลวงพ่อไสว จะเดินทางไปจำวัดอยู่ที่นครศรีธรรมราช เป็นที่น่าเสียดาย วัดทุ่งจับช้าง ก็คงจะเป็นวัดร้าง ไร้การดูแลอีกครั้ง

  • ครูมวยไชยา โช
    News,  ครูบาอาจารย์,  บทความ

    ครูฝึกมวยไชยาสาขาภูเก็ต นายชนุภณ ยอดสมัย

    1.แนะนำตัวให้รู้จักหน่อย ชื่อ นายชนุภณ ยอดสมัย (โช) Chanuphon Yodsamai เกิดเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ปัจจุบันอายุ ๓๑ ปี เป็นชาวปักษ์ใต้ เมืองชุมพร เรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่ ๑ – ๖ ณ โรงเรียนศรียาภัย ชุมพร จบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเข้ารับราชการ เมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๔๙ เป็นนิติกรท้องถิ่น อยู่ สามปีกับ เจ็ดเดือน จึงลาออกจากราชการมาเพื่อทำงานด้านอนุรักษ์มวยไชยา และอาวุธไทยสายบ้านครูแปรง 2.เข้ามาเรียนมวยไชยาและอาวุธไทยได้อย่างไร ได้ทราบข่าวมวยไชยาจากหนังสือ สยามคอมแบต ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของครูแปรงไว้ จึงเกิดความสนใจเพราะเป็นศิลปที่ไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน และได้ติดต่อขอเข้าฝึกที่ สยามยุทธ์ยิม ซอยปรีดีพนมยงค์ เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖ 3.ฝึกแล้วรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ในระยะแรกเมื่อฝึกแล้วพบว่าการฝึกด้วยท่ามวยพื้นฐานมวยไชยานั้น เป็นการจัดระเบียบร่างกายให้ใช้ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันตัวได้อย่างดี ทั้งยังเป็นการฝึกสติให้จดจ่ออยู่กับท่าฝึกเพื่อมิให้ผิดเพี้ยน ทำให้จิตใจของผู้ฝึกค่อยๆสงบลงอย่างมีเหตุผล  การฝึกมวยไทยไชยานั้น แม้จะได้ชื่อว่ามวยไทย แต่ก็แตกต่างจากมวยไทยที่ข้าพเจ้าเคยฝึกฝนมาอย่างมากมาย ราวกับเป็นมวยคนละประเภทกันเลยทีเดียว 4.ได้เอาวิชาไปใช้บ้างมั้ย โดยปกติแล้ว วิชามวยไทยไชยานั้นจะถูกใช้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอครับ ทั้งการวางสติ การระวังตัว ตามแบบการฝึกที่เจตนาให้ วิชามวยอยู่รักษาตัวผู้ฝึกตลอดเวลา ไม่ใช่ใช้เฉพาะขณะต้องการ ชกต่อยเท่านั้น แต่ที่ได้ใช้อย่างชัดเจนเห็นได้ชัด ก็มีบ้างครับ เช่นการประลองฝีมือในการแข่งขัน Kof เมื่อปี 2008 ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสใช้วิชามวยไชยาในการประลอง 5.มีเป้าหมายอย่างไรบ้างในการฝึกฝน เมื่อแรกที่เข้าฝึกนั้น ก็เพราะสนใจ อยากรู้ถึงศาสตร์ของมวยคาดเชือกสายไชยา ว่าเป็นอย่างไร เมื่อได้ฝึกนานวันเข้าก็พบว่าเมืองไทยเรามีสิ่งดีๆเช่นนี้อยู่ แต่กลับไม่ได้รับการรักษาไว้ให้ดีเท่าที่ควร  จึงตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองไว้ว่า จะขอทำการฝึกฝนตัวเองให้ดีเพื่อจะเป็นแหล่งอนุรักษ์ บอกต่อให้กับคนไทยรุ่นต่อไป สุดแท้แต่กำลังและปัญญาของข้าพเจ้าจะพาไปได้ 6.การฝึกสอนที่ภูเก็ตเป็นอย่างไรบ้าง การฝึกมวยไชยาที่ภูเก็ต ในเริ่มแรก ผู้เรียนจะได้รับการจัดท่า วางตัว การวางตำแหน่งร่างกาย ตามแบบมวยไชยาบ้านครูแปรงก่อน เมื่อจัดท่าทางได้ดีแล้ว ก็จะเข้าสู้ขั้นต่อไป ตามหลักสูตรบ้านครูแปรง และเริ่มเรียนรู้การควบคุมอาวุธ ด้วยการควงพลอง และ ดาบไม้ ตลอดถึงอาวุธอื่นต่อไป 7.อยากให้เขียนถึงครูแปรงหน่อยครับ ความรู้สึกแรกที่ข้าพเจ้ามีในมิติการต่อสู้คือ ถ้าคู่ต่อสู้รูปร่างสูงใหญ่ หรือมีกล้ามเนื้อใหญ่โตกว่า จะได้เปรียบกว่าเรา และจะเป็นอันตรายมากเมื่อต้องปะทะด้วย แต่เมื่อได้พบกับครูแปรง มิติในการมองต่างๆของข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป…

  • ผู้สืบทอดมวยไชยา
    News,  บทความ

    ขนบธรรมเนียม ประเพณี มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง

    ขนบธรรมเนียม ประเพณี มวยไทยไชยา บ้านครูแปรง สิ่งนี้มีอยู่คู่กับคนไทยเรามาอย่างยาวนาน ทั้งการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่อ่อนน้อมถ่อมตน ไปลามาไหว้ ผ่านผู้ใหญ่ให้ก้ม เดินคุกเข่าเมื่อท่านนั่ง สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแฝงเร้นเก็บเงื่อนซ่อนงำความแยบยลของวิชาการต่อสู้ไว้อย่างเพียบพร้อม ทั้งการจับ การล็อก ล้วนแล้วแต่มาจากการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมดที่เรียกว่ากายวุธนั้นเอง ดังนั้นจะกล่าวได้ว่า ขนบและประเพณีล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาเพื่อกำหราบจิตใจที่แข็งกระด้างของคน ใช้สร้างคนให้อ่อนน้อม ลดทิฐิมานะอย่างมวยไชยาต้องมีการมอบตัว บางทีต้องถือพานดอกไม้ธูปเทียนมาขอเป็นศิษย์ด้วยซ้ำ พ่อแม่ต้องพามาฝากตัวเป็นศิษย์ ขั้นตอนต้องมีการมอบตัวแสดงตัวขอเรียน ไม่ใช่ขโมยเรียนให้แสดงตัวแสดงตนก่อน ถอดยศถอดศักดิ์ไว้แล้วเข้ามามอบตัวเป็นศิษย์นั่นเอง จึงจะเริ่มสอนเริ่มเรียน พอเรียนเสร็จแล้วครูดูนิสัยใจคอแล้วเป็นคนดี พอฝึกได้ก็ถึงจะเริ่มขึ้นครูให้ ครูบาอาจารย์มั่นใจแล้ว เรามั่นใจแล้วสำหรับการฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์กัน ไว้ใจกันไม่หักหลังกัน ไม่ตระบัตรสัตย์ต่อกัน ในชีวิตนี้ขึ้นครูได้ครั้งเดียว เพราะว่านั้นคือการแสดงถึงความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับวิชาที่เรียน แต่หากสาขาวิชาเรียนอื่นๆ ก็สามารถขึ้นครูสาขานั้นๆได้ ฉะนั้นเมื่อขึ้นครูกับท่านไหนไว้แล้ว เราต้องกระทำตัวเป็นศิษย์ที่ดี เชื่อฟังครูบาอาจารย์ เมื่อท่านสอนจนหมดภูมิแล้วท่านก็จะได้ฝากไว้กับครูอาจารย์ท่านอื่นๆ ต่อไปให้ จึงได้มีการฝากฝังลูกศิษย์ลูกหาต่อเนื่องอาจารย์กันเรื่อยๆมา หากว่าในระหว่างเรียนรู้นั้นลูกศิษย์คนไหนไม่ดี ท่านก็จะไม่ฝากไว้กับคนอื่นต่อไปซึ่งนั่นก็เป็นการคัดเลือกกรองคนอีกชั้นหนึ่งตามลำดับขั้นตอนการคัดสรรคนดีให้เรียนวิชาดีๆต่อไป เพราะในสมัยก่อนการเรียนสืบต่อกันนั้นเมื่อถึงเวลาต่อวิชากันกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ท่านก็จะถามไล่เรียงว่า มาจากไหน อาจารย์เป็นใคร เรียนถึงขั้นไหน เวลาเท่าไหร่ เพราะความรู้เหล่านี้ครูอาจารย์ท่านทราบท่านเรียนมา ย่อมจำแนกแยกเพศของศิษย์คนนั้นคนนี้ได้ คนนั้นหลบหนีมาหรือยังเรียนไม่จบ ไม่ครบกระบวนความก็ว่ากันไป ตามนั้น ซึ่งข้อสำคัญอีกประการคือการครอบครู เพื่อมอบหมายหน้าที่การสอนให้ศิษย์ที่เหมาะสมทำการสืบต่อไป ทั้งนี้การจะมอบวิชา มอบความเป็นครูหรือที่เรียกว่า ครอบครูให้นั้น คนคนนั้นต้องได้รับการยอมรับจากครูผู้สอนสั่งว่า คนคนนี้เป็นคนดี ยึดหลักตามขนบประเพณี มีศีลธรรม จึงจะสามารถสอนสั่งคนอื่นๆได้ ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่เรียนที่เก่ง แต่ลืมขนบลืมประเพณีเมื่อทำการสอนก็จะสอนแต่วิชา แต่ไม่สามารถสอนสิ่งที่สำคัญนั้นคือ จิตใจที่รู้คุณคน รู้จักกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ได้ วิชาที่ได้ก็ไม่ครบสมบูรณ์อย่างถูกต้องวิธีได้ หมายความว่าต้องได้รับการอนุญาติก่อน จึงจะสามารถถ่ายทอด สอนคนอื่นได้ มิฉะนั้นก็จะทำให้คนเราฮึกเหิม คิดว่าเรานี่เก่ง เรานี่มีวิชาสามารถสอนคนอื่นๆได้ ทะนงผยองลืมตัว ไม่เคารพเชื่อฟังตามรุ่นตามศักดิ์ที่ครูได้มอบไว้ วันข้างหน้าจะมีปัญหาแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน แข่งขันกันเอง นี้ต่างหากที่เรียกว่า แยกครูจริงกับครูตั้งได้ ครูที่ดี คือครูที่ถูกครอบครูจากอาจารย์ท่านให้แล้วเท่านั้น ส่วนครูที่ตั้งตัวเองว่า ฉันนี้ละครูคนอื่นเพราะสอนเป็นสอนได้นั้น มันผิดกัน คนสมัยนี้จึงละทิ้งประเพณีการครอบครูไปอย่างเสียมิได้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่งต่อทางจิตวิญญาณแห่งวิชาโบราณโดยแท้จริง เพราะวิชาการนั้นเรียนทันกันได้ เก่งได้ แต่คนที่เก่งและสอนคนได้นั้นต้องประกอบด้วยหลักการหลายๆอย่าง ทั้งความหนักแน่นของจิตใจ ความรักเอ็นดูศิษย์ ความเก่งในวิชา การมองคนมองศิษย์ สิ่งต่างๆเหล่านี้นั้น มันแยกแร่แยกพลอยออกจากกันได้ คนเก่งไม่ใช่คนที่สอนคนได้เสมอไป แต่คนดีและคนเก่งจึงจะสานต่อสืบวิชาให้ไม่สูญหายได้ ความหมายแห่งนัย ครูนั้นสำคัญเพราะเมื่อก้าวข้ามมาเป็นครูจึงต้องพยายามเป็นแบบอย่างทั้งการเรียนและชีวิต สิ่งไหนที่เคยทำไม่ดี ครูต้องเลิกเพื่อเป็นตัวอย่างให้ศิษย์เอาเป็นแบบอย่าง ฉะนั้นครูคนจึงเป็นยาก ครูนั้นต้องนิ่ง ต้องเป็นเสมือนกระโถนใครจะว่า จะด่าอย่างไรต้องนิ่งต้องหนักแน่นไม่ไหวตามแรงลมปากเป่าของคนอื่นๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึงคุณค่าของคำว่า ครู เพื่อที่จะสานต่อจิตวิญญาณที่เข้มแข็งต่อไปในภายภาคหน้าได้อย่างองอาจ…